Thursday, April 2, 2009

ลำดับ๕๒๔.กองแลปฏิวัติ(๑)

บทที่ ๑
๓ เดือนต่อมาหลังการแหกคุกโพนเค็ง เจ้าสุภานุวงศ์ได้รับฟังข่าวทางวิทยุทรานซิสเตอร์ว่า ได้เกิดการรัฐประหารครั้งใหม่ในเวียงจันทน์ ผู้นำปฏิวัติเป็นนายทหารหนุ่มอายุเพียง ๒๗ ปีนามว่า “กองแล”

บันทึกของพวก ซีไอเอเกี่ยวกับการปฏิวัติของกองแล มีดังนี้

ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๐๓ ที่ปรึกษาชาวอเมริกันของกองแลและผูเชี่ยวชาญด้านการทหารของ ซีไอเอ กำลังทำการฝึกภาคปฏิบัติเกี่ยวกับยุทธวิธีการเข้ายึดครองเมืองให้แก่หน่วยทหารของกองแล และเพื่อความสมจริงสมจัง ที่ปรึกษาอเมริกันจึงเลือกเมืองเวียงจันทน์เป็นเป้าหมายในการบุกยึด พวกเขาแนะให้กองแลบุกเข้ายึดสถานีวิทยุ สนามบิน ชุมทางถนนสายสำคัญๆ ที่ทำการไปรษณีย์และพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่นๆในเมือง ที่ปรึกษาอเมริกันยังได้มอบอุปกรณ์ทันสมัย คือ วิทยุทรานซิสเตอร์ให้พวกทหารไว้ติดตัว เพื่อกองแลจะได้สามารถออกคำสั่งผ่านการกระจายเสียงจากสถานีวิทยุที่ยึดได้

ที่ปรึกษาอเมริกันไม่รู้ภาษาลาวซึ่งเป็นภาษาที่พวกฝรั่งพบว่ายากลำบากในการฝึกให้เชี่ยวชาญ(ชาวลาวมักหัวเราะคิกคักเมื่อฝรั่งพยายามพูดคำว่าข้อยที่แปลว่าฉัน แต่กลับเพี้ยนเป็นคำที่แปลว่าอวัยวะเพศชายแทน) พวกเขาจึงไม่ตระหนักว่าชาวลาวที่ดูภายนอกเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนนั้น จริงๆแล้วกำลังคิดอะไรอยู่

หลังจากนัดแนะแผนการเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ตามการฝึกเท่านั้น เจ้าหน้าที่ซีไอเอต่างกลับบ้านไปพักผ่อน กองแลและทหารเข้ายึดเวียงจันทน์ตามบทที่ซีไอเอวางไว้ให้ แล้วเขาก็ประกาศคำสั่งปฏิวัติผ่านสถานีวิทยุที่เข้ายึดไปยังทหารของเขาที่สะพายวิทยุทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กของขวัญจากอเมริกัน โดยมีถ้อยแถลงขับไล่พวกต่างชาติให้ออกไปจากแผ่นดินลาวในทันที

เพื่อความไม่ประมาท อเมริกันประมาณ ๗๐๐ คนถูกอพยพข้ามแม่น้ำโขงและเดินทางลงใต้อีกหลายร้อยกิโลเมตรไปยังกรุงเทพฯ นครหลวงของประเทศไทย ในลาวตอนนี้มีคนอเมริกันเหลืออยู่ไม่ถึง ๕๐ คน

สื่อมวลชนในอเมริกาเสนอภาพวิกฤตการณ์ในลาว(ตามที่พวกสื่อมวลชนเรียกขานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น) ว่าเป็นการตัดเยื่อใยอย่างไม่สำนึกถึงบุญคุณที่อเมริกาได้ช่วยเหลือ สื่อมวลชนยังชี้ถึงอันตรายจากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นยิ่งขึ้นระหว่างลาวกับพวกคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์นี้มีลักษณะเหมือนเป็นภาพลวงตาอยู่ในที ตามถนนหนทางในเมืองเวียงจันทน์ ชาวบ้านร้านตลาดยังคงงีบหลับกลางวันเพื่อหนีไอร้อน ส่วนพวกทหารก็กุลีกุจอสะบัดผ้าที่เพิ่งซักเสร็จออกตากบนลำกล้องปืน และยังส่งยิ้มอย่างสุภาพให้กับฝรั่งทุกคนที่ผ่านไปมาเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

No comments: