โปรดเข้าไปชมรูปวาดแนวสังคมนิยมได้ที่ http://pencildraw2475.blogspot.com
Thursday, June 11, 2009
Monday, May 4, 2009
ลำดับ๖๒๘ยุทธการภูผาที(จบ)
บทที่๒๙ อเมริกันพ่ายแพ้บนภูผาที
นักบินนำชอปเปอร์เข้าใกล้ที่มั่นบนยอดภูผาทีประมาณ ๑ ชั่วโมงหลังอาทิตย์ขึ้น มันเป็นชอปเปอร์ของแอร์อเมริกาไม่ใช่ของกองทัพ ซึ่งนำเครื่องขึ้นพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ๒ คนและเจ้าหน้าที่เทคนิคอีก ๕ คน โดยมีเอ็ทช์เบอร์เกอร์เป็นคนสุดท้ายที่ปีนขึ้นชอปเปอร์ ขณะที่นักบินกำลังนำเครื่องขึ้นจากลานจอด ทหารเวียดนามเหนือคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเครื่องปั่นไฟและสาดกระสุนปืนประจำกายขึ้นใส่บริเวณใต้ท้องชอปเปอร์ กระสุนนัดหนึ่งเจาะทะลุพื้นห้องโดยสารถูกเอ็ทช์เบอร์เกอร์จนแน่นิ่งไป
นักบินนำเครื่องไปลงที่นัคฮัง จากนั้นพวกเขาถูกนำขึ้นเครื่องบินลำเลียงขนาดเบาแบบคาริบู บินต่อไปยังอุดรฯ เมื่อเครื่องลงจอดร้อยโทเครย์ตัน ที่กำลังรอพวกเขาอยู่ที่นั่น รีบกระโจนขึ้นบนเครื่อง ในตอนแรกเขาจำเอ็ทช์เบอร์เกอร์ที่นอนเบิกตาโพรงอยู่บนพื้นห้องโดยสารไม่ได้ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น บนเนื้อตัวไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดๆ ต่อมาภายหลัง จากการชันสูตรศพจึงพบว่าลูกกระสุนได้เจาะเข้าร่างกายเขาจากเบื้องล่างและเข้าสิ้นชีวิตจากการตกเลือดภายใน ในมือขวาของเขากำสลักลวดคู่หนึ่งไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ก่อนขึ้นเครื่องเอ็ทช์เบอร์เกอร์ได้กลับไปยังสถานีเรดาห์และดึงสลักลวดวงจรเริ่มการทำงานของระเบิดภายในอาคารเรดาห์
นอกเหนือจากพื้นที่บริเวณยอดเขา ทหารม้งยังคงควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่รอบภูผาที หน่วยทหารรบพิเศษของไทยนั้นแทบไม่ได้ปะทะกับทหารข้าศึกเลย อย่างไรก็ตามได้มีคำสั่งให้ถอนกำลังทุกส่วนออกมาจากบริเวณภูผาที โดยไม่มีการตอบโต้ข้าศึกแต่อย่างใด
เซ็กคอร์ดได้เล่าถึงเหตุการณ์ในภายหลังว่า “อากาศในตอนนั้นดีขึ้นมาก ฝ่ายเรามีทหารจำนวนมากอยู่บนนั้น ทุกคนต่างลาดตระเวนไปรอบฐานมองหาข้าศึกเพื่อสังหารให้สิ้นซาก แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว ตอนรุ่งเช้าของวันนั้น เครื่องบิน เอ-1 เครื่องหนึ่งถูกยิงตกและนักบินเสียชีวิต เรามีเวลาเพียงช่วงสั้นๆ ในการเข้าไปในพื้นที่แล้วก็รีบถอนตัวออกมาอย่างเร่งด่วน”
“เราไม่เคยทำได้ตามแผนที่วางไว้ เราได้มีการล่าถอยอย่างเป็นระบบ ได้ติดตั้งระเบิดทำลายอุปกรณ์เรดาห์เอาไว้แล้ว แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้ระเบิดมันทิ้ง ทุกอย่างเละตุ้มเปะไม่เป็นท่า”
“มันเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนความมั่นใจของพวกเราทุกคนอย่างยิ่ง”
นักบินนำชอปเปอร์เข้าใกล้ที่มั่นบนยอดภูผาทีประมาณ ๑ ชั่วโมงหลังอาทิตย์ขึ้น มันเป็นชอปเปอร์ของแอร์อเมริกาไม่ใช่ของกองทัพ ซึ่งนำเครื่องขึ้นพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ๒ คนและเจ้าหน้าที่เทคนิคอีก ๕ คน โดยมีเอ็ทช์เบอร์เกอร์เป็นคนสุดท้ายที่ปีนขึ้นชอปเปอร์ ขณะที่นักบินกำลังนำเครื่องขึ้นจากลานจอด ทหารเวียดนามเหนือคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเครื่องปั่นไฟและสาดกระสุนปืนประจำกายขึ้นใส่บริเวณใต้ท้องชอปเปอร์ กระสุนนัดหนึ่งเจาะทะลุพื้นห้องโดยสารถูกเอ็ทช์เบอร์เกอร์จนแน่นิ่งไป
นักบินนำเครื่องไปลงที่นัคฮัง จากนั้นพวกเขาถูกนำขึ้นเครื่องบินลำเลียงขนาดเบาแบบคาริบู บินต่อไปยังอุดรฯ เมื่อเครื่องลงจอดร้อยโทเครย์ตัน ที่กำลังรอพวกเขาอยู่ที่นั่น รีบกระโจนขึ้นบนเครื่อง ในตอนแรกเขาจำเอ็ทช์เบอร์เกอร์ที่นอนเบิกตาโพรงอยู่บนพื้นห้องโดยสารไม่ได้ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น บนเนื้อตัวไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดๆ ต่อมาภายหลัง จากการชันสูตรศพจึงพบว่าลูกกระสุนได้เจาะเข้าร่างกายเขาจากเบื้องล่างและเข้าสิ้นชีวิตจากการตกเลือดภายใน ในมือขวาของเขากำสลักลวดคู่หนึ่งไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ก่อนขึ้นเครื่องเอ็ทช์เบอร์เกอร์ได้กลับไปยังสถานีเรดาห์และดึงสลักลวดวงจรเริ่มการทำงานของระเบิดภายในอาคารเรดาห์
นอกเหนือจากพื้นที่บริเวณยอดเขา ทหารม้งยังคงควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่รอบภูผาที หน่วยทหารรบพิเศษของไทยนั้นแทบไม่ได้ปะทะกับทหารข้าศึกเลย อย่างไรก็ตามได้มีคำสั่งให้ถอนกำลังทุกส่วนออกมาจากบริเวณภูผาที โดยไม่มีการตอบโต้ข้าศึกแต่อย่างใด
เซ็กคอร์ดได้เล่าถึงเหตุการณ์ในภายหลังว่า “อากาศในตอนนั้นดีขึ้นมาก ฝ่ายเรามีทหารจำนวนมากอยู่บนนั้น ทุกคนต่างลาดตระเวนไปรอบฐานมองหาข้าศึกเพื่อสังหารให้สิ้นซาก แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว ตอนรุ่งเช้าของวันนั้น เครื่องบิน เอ-1 เครื่องหนึ่งถูกยิงตกและนักบินเสียชีวิต เรามีเวลาเพียงช่วงสั้นๆ ในการเข้าไปในพื้นที่แล้วก็รีบถอนตัวออกมาอย่างเร่งด่วน”
“เราไม่เคยทำได้ตามแผนที่วางไว้ เราได้มีการล่าถอยอย่างเป็นระบบ ได้ติดตั้งระเบิดทำลายอุปกรณ์เรดาห์เอาไว้แล้ว แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้ระเบิดมันทิ้ง ทุกอย่างเละตุ้มเปะไม่เป็นท่า”
“มันเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนความมั่นใจของพวกเราทุกคนอย่างยิ่ง”
Friday, May 1, 2009
ลำดับ๖๒๗ยุทธการภูผาที(๒๘)
บทที่๒๘ สุดต้านทาน
อเมริกันคนที่สี่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ๆกันนั้น ส่วนพวกที่เหลือในสถานีเรดาห์ต่างวิ่งหนีตายไปที่ประตูทางออกอีกด้านหนึ่งของอาคาร โดยลืมตั้งเวลาระเบิดทำลายสถานีเรดาห์
เมื่อบังค์เกอร์กระสอบทรายถูกลูกปืนใหญ่ข้าศึกทำลายไปแล้ว เจ้าหน้ที่ควบคุมอุปกรณ์เรดาห์อีกกะหนึ่งซึ่งพักรอเวลาเข้ากะอยู่ตรงบริเวณชะง่อนหินที่อยู่เยื้องลงมาจากหน้าผาไม่กี่ฟุต หนึ่งในนั้นมีจ่าสิบเอกริชาร์ด เอ็ทช์เบอร์เกอร์ที่ชำนาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อทหารฝ่ายตรงข้ามปรากฏตัวขึ้นที่ด้านบนตรงขอบหน้าผาและเริ่มระดมยิงลงมา เขาจึงได้ยินสวนขึ้นไปด้วยปืนเอ็ม-16 พวกข้าศึกจึงโยนลูกระเบิดมือลงมาบริเวณชะง่อนหินเบื้องล่าง พวกอเมริกันตาลีตาเหลือกใช้เท้าเตะลูกระเบิดลงหน้าผาไป แต่ลูกระเบิดบางลูกเกิดระเบิดขึ้นก่อนที่พวกอเมริกันจะทันทำอะไร พวกเขาบางคนจึงบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด และเศษหิน จ่าทหารอากาศอีกคนหนึ่งถูกระเบิดเข้าอย่างจัง จนปลิวตกหน้าผาไปเนื่องจากพยายามวิ่งเข้าเตะระเบิดที่เกิดระเบิดขึ้นพอดี
อเมริกันคนอื่นๆ ที่ขนาบสองข้างเอ็ทช์เบอร์เกอร์ต่างได้รับบาดเจ็บ พวกเขาได้ยื่นแม็กกาซีนกระสุนสำรองให้เขาเพื่อยิงสกัดไม่ให้ฝ่ายข้าศึกลงมาที่ที่พวกเขาอยู่ได้
ในเวียงจันทน์ ท่านทูตซุลลิแวนได้รับแจ้งการปะทะกันด้วยอาวุธปืนประจำกายบนยอดเขา แต่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เมื่อถึงเวลาตีห้าสิบห้านาทีเขาตัดสินใจสั่งการให้อพยพทุกคนออกจากที่มั่นบนยอดเขา
ในขณะเดียวกันนั้น ฟรีแมน ฉวยปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติพร้อมลูกระเบิดมือ ไต่หน้าผาขึ้นไปบนยอดเขาโดยมีทหารม้งหมู่หนึ่งติดตามมาด้วย พวกเขาไม่พบทหารข้าศึกบนยอดภู แต่ในเวลาที่พวกเขาขึ้นมาถึงยอด พวกทหารม้งที่ตามมาได้หนีหายไปเกือบหมด แสงแรกของอรุณได้มาเยือนภูผาที กลุ่มเมฆที่หนาทึบปกคลุมยอดเขาอยู่ก็เริ่มจางลงจนเลือนหายไปในที่สุด
ฟรีแมนเดินอ้อมไปทางตะวันตกของกลุ่มอาคารบริเวณยอดเขาห่างจากหน้าผาเพียงไม่กี่หลา ที่นั่นเขาเห็นทหารเวียดนามเหนือคนหนึ่ง จึงยิงออกไปด้วยปืนลูกซอง แต่เมื่อสิ้นเสียงปืนนัดแรก กระสุนก็ขัดลำกล้อง เขารีบแก้ไขจนกลับมายิงได้ และต่างฝ่ายก็เริ่มยิงโต้ตอบกันโดยไม่มีใครยิงโดนอีกฝ่ายหนึ่ง
เมื่อวิ่งอ้อมมุมตัวอาคารไป ฟรีแมนมองเห็นรังปืนกลข้าศึกตั้งอยู่ภายในกระสอบทรายล้อมรอบ ขณะนั้นทหารเวียดนามคนหนึ่งกำลังใส่ใจกับการยิงปืนกลเข้าใส่เครื่องบินใบพัดเอ-1 ที่กำลังบินวนรอบๆยอดเขา ฟรีแมนจึงยิงใส่ทหารคนนั้น จากนั้นวิ่งกลับไปตามทางที่ตัดตรงไปยังลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เขาได้รับบาดเจ็บที่ขาซ้ายบริเวณใต้หัวเข่า แต่ไม่สาหัสนัก
อเมริกันคนที่สี่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ๆกันนั้น ส่วนพวกที่เหลือในสถานีเรดาห์ต่างวิ่งหนีตายไปที่ประตูทางออกอีกด้านหนึ่งของอาคาร โดยลืมตั้งเวลาระเบิดทำลายสถานีเรดาห์
เมื่อบังค์เกอร์กระสอบทรายถูกลูกปืนใหญ่ข้าศึกทำลายไปแล้ว เจ้าหน้ที่ควบคุมอุปกรณ์เรดาห์อีกกะหนึ่งซึ่งพักรอเวลาเข้ากะอยู่ตรงบริเวณชะง่อนหินที่อยู่เยื้องลงมาจากหน้าผาไม่กี่ฟุต หนึ่งในนั้นมีจ่าสิบเอกริชาร์ด เอ็ทช์เบอร์เกอร์ที่ชำนาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อทหารฝ่ายตรงข้ามปรากฏตัวขึ้นที่ด้านบนตรงขอบหน้าผาและเริ่มระดมยิงลงมา เขาจึงได้ยินสวนขึ้นไปด้วยปืนเอ็ม-16 พวกข้าศึกจึงโยนลูกระเบิดมือลงมาบริเวณชะง่อนหินเบื้องล่าง พวกอเมริกันตาลีตาเหลือกใช้เท้าเตะลูกระเบิดลงหน้าผาไป แต่ลูกระเบิดบางลูกเกิดระเบิดขึ้นก่อนที่พวกอเมริกันจะทันทำอะไร พวกเขาบางคนจึงบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด และเศษหิน จ่าทหารอากาศอีกคนหนึ่งถูกระเบิดเข้าอย่างจัง จนปลิวตกหน้าผาไปเนื่องจากพยายามวิ่งเข้าเตะระเบิดที่เกิดระเบิดขึ้นพอดี
อเมริกันคนอื่นๆ ที่ขนาบสองข้างเอ็ทช์เบอร์เกอร์ต่างได้รับบาดเจ็บ พวกเขาได้ยื่นแม็กกาซีนกระสุนสำรองให้เขาเพื่อยิงสกัดไม่ให้ฝ่ายข้าศึกลงมาที่ที่พวกเขาอยู่ได้
ในเวียงจันทน์ ท่านทูตซุลลิแวนได้รับแจ้งการปะทะกันด้วยอาวุธปืนประจำกายบนยอดเขา แต่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เมื่อถึงเวลาตีห้าสิบห้านาทีเขาตัดสินใจสั่งการให้อพยพทุกคนออกจากที่มั่นบนยอดเขา
ในขณะเดียวกันนั้น ฟรีแมน ฉวยปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติพร้อมลูกระเบิดมือ ไต่หน้าผาขึ้นไปบนยอดเขาโดยมีทหารม้งหมู่หนึ่งติดตามมาด้วย พวกเขาไม่พบทหารข้าศึกบนยอดภู แต่ในเวลาที่พวกเขาขึ้นมาถึงยอด พวกทหารม้งที่ตามมาได้หนีหายไปเกือบหมด แสงแรกของอรุณได้มาเยือนภูผาที กลุ่มเมฆที่หนาทึบปกคลุมยอดเขาอยู่ก็เริ่มจางลงจนเลือนหายไปในที่สุด
ฟรีแมนเดินอ้อมไปทางตะวันตกของกลุ่มอาคารบริเวณยอดเขาห่างจากหน้าผาเพียงไม่กี่หลา ที่นั่นเขาเห็นทหารเวียดนามเหนือคนหนึ่ง จึงยิงออกไปด้วยปืนลูกซอง แต่เมื่อสิ้นเสียงปืนนัดแรก กระสุนก็ขัดลำกล้อง เขารีบแก้ไขจนกลับมายิงได้ และต่างฝ่ายก็เริ่มยิงโต้ตอบกันโดยไม่มีใครยิงโดนอีกฝ่ายหนึ่ง
เมื่อวิ่งอ้อมมุมตัวอาคารไป ฟรีแมนมองเห็นรังปืนกลข้าศึกตั้งอยู่ภายในกระสอบทรายล้อมรอบ ขณะนั้นทหารเวียดนามคนหนึ่งกำลังใส่ใจกับการยิงปืนกลเข้าใส่เครื่องบินใบพัดเอ-1 ที่กำลังบินวนรอบๆยอดเขา ฟรีแมนจึงยิงใส่ทหารคนนั้น จากนั้นวิ่งกลับไปตามทางที่ตัดตรงไปยังลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เขาได้รับบาดเจ็บที่ขาซ้ายบริเวณใต้หัวเข่า แต่ไม่สาหัสนัก
ลำดับ๖๒๖ยุทธการภูผาที(๒๗)
บทที่๒๗ บุกถึงยอดภู
๐๒๐๐ น.เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งของกองทัพอากาศบนภูผาที คือร้อยตรี บิล แบลนตัน ได้แลกเปลี่ยนข้อความทางโทรเลขกับเจ้านายของเขาร้อยโทเครย์ตันที่อยู่ในศูนย์ฯ๔๘๐๒ อุดรฯ เครย์ตันแจ้งว่าเท่าที่เขาทราบนั้นเจ้าหน้าที่บนภูผาทีได้รับอนุมัติให้ระเบิดสถานีเรดาห์ทิ้งและเผ่นหนีเอาตัวรอดออกมาในทันที แบลนตันตอบกลับมาว่าเรดาห์ยังคงทำงานอยู่และพวกเขาก็คิดจะกลับไปควบคุมอุปกรณ์ที่นั่น จ่าเมลวิน ฮอลแลนด์ เจ้าหน้าที่วิทยุเขียนต่อท้ายมาในข้อความว่า “หวังว่าคงได้เจอกัน”
ราวๆ ตีสามสิบห้านาที เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่รออยู่บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ได้ติดต่อมายังอุดรฯ แจ้งว่าเขาไม่สามารถติดต่อวิทยุกับเจ้าหน้าที่เทคนิคในสถานีเรดาห์ได้ “ผมได้ยินเสียงปืนอัตโนมัติดังมาจากข้างบนนั้น” ฟรีแมนแจ้งมาทางอุดรฯ
“คุณว่าไงนะ” แลนดรี้คว้าไมค์ตะโกนถามออกไป เสียงปืนอัตโนมัติเหมือนกับเสียงของปืนเอ็ม-๑๖ ซึ่งมีเสียงยิงถี่รัวแตกต่างอย่างมากจากเสียงอาวุธหนักของเวียดนามเหนือที่ยิงขึ้นมาจากบริเวณเชิงเขา หากเจ้าหน้าที่ซีไอเอหูไม่ฝาดไปล่ะก็ นั่นหมายความว่าพวกข้าศึกได้เล็ดลอดผ่านแนวตั้งรับขึ้นไปได้แล้ว แล้วพวกคนไทยอยู่ที่ไหนกัน
“นั่นนะสิ แต่ผมแน่ใจว่าหูไม่ฝาด” ฟรีแมนยืนยัน
แลนดรี้สั่งการไปว่า “คุณรีบไปตามพวกนั้นมาโดยด่วน และรีบขึ้นไปยอดเขาอย่าชักช้า”
เซ็กคอร์ดใช้โทรศัพท์สายตรงจากฝูงบินที่ ๑๓ ในอุดรฯ พูดกดดันนายทหารเวรของกองบินที่ ๗ ยศนายพลจัตวาว่าจะส่งตัวเขาขึ้นศาลทหารหากยังดื้อรั้นไม่ยอมส่งเครื่องกันชิพไปยังไซท์ลิม่า ๘๕
คลื่นสัญญาณวิทยุจากบนยอดเขาไม่ชัดเจนนัก แต่พอจับความได้ว่าขณะนั้นฟรีแมนถูกตรึงอยู่กับที่ และบริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ก็ตกอยู่ภายใต้การโจมตีทั้งจากอาวุธหนัก และปืนประจำกายของข้าศึก ในเวลาเดียวกันนั้นเองหน่วยคอมมานโดของพวกเวียดนามเหนือจำนวนประมาณ ๒๐ หมู่ที่ได้เล็ดลอดเข้ามาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อ้อมผ่านที่มั่นของหน่วยรบพิเศษชาวไทย
กำลังทำการไล่ล่าเจ้าหน้าที่อเมริกันบริเวณสถานีเรดาห์ พวกคอมมานโดเวียดนามเหนือรู้จักพื้นที่บนยอดเขาเป็นอย่างดี เชื่อกันว่าแบลนตันและคนอื่นๆในสถานีเรดาห์ขณะนั้นได้ยินเสียงปืนและลูกระเบิดมือจึงรีบออกจากตัวอาคารและเผชิญหน้ากับหน่วยคอมมานโดข้าศึก
แบลนตันพยายามอธิบายว่าพวกเขาเป็นพลเรือนและไม่มีอาวุธ เขาเอื้อมมือไปที่กระเป๋าหลังเพื่อจะหยิบบัตรประจำตัวของบริษัทล็อกฮีทออกมา และในตอนนั้นเองที่คอมมานโดเวียดนามเหนือเริ่มเปิดฉากยิงใส่เขาและอเมริกันอีกสองคนในระยะประชิดจนตายคาที่ทั้งสามคน
๐๒๐๐ น.เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งของกองทัพอากาศบนภูผาที คือร้อยตรี บิล แบลนตัน ได้แลกเปลี่ยนข้อความทางโทรเลขกับเจ้านายของเขาร้อยโทเครย์ตันที่อยู่ในศูนย์ฯ๔๘๐๒ อุดรฯ เครย์ตันแจ้งว่าเท่าที่เขาทราบนั้นเจ้าหน้าที่บนภูผาทีได้รับอนุมัติให้ระเบิดสถานีเรดาห์ทิ้งและเผ่นหนีเอาตัวรอดออกมาในทันที แบลนตันตอบกลับมาว่าเรดาห์ยังคงทำงานอยู่และพวกเขาก็คิดจะกลับไปควบคุมอุปกรณ์ที่นั่น จ่าเมลวิน ฮอลแลนด์ เจ้าหน้าที่วิทยุเขียนต่อท้ายมาในข้อความว่า “หวังว่าคงได้เจอกัน”
ราวๆ ตีสามสิบห้านาที เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่รออยู่บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ได้ติดต่อมายังอุดรฯ แจ้งว่าเขาไม่สามารถติดต่อวิทยุกับเจ้าหน้าที่เทคนิคในสถานีเรดาห์ได้ “ผมได้ยินเสียงปืนอัตโนมัติดังมาจากข้างบนนั้น” ฟรีแมนแจ้งมาทางอุดรฯ
“คุณว่าไงนะ” แลนดรี้คว้าไมค์ตะโกนถามออกไป เสียงปืนอัตโนมัติเหมือนกับเสียงของปืนเอ็ม-๑๖ ซึ่งมีเสียงยิงถี่รัวแตกต่างอย่างมากจากเสียงอาวุธหนักของเวียดนามเหนือที่ยิงขึ้นมาจากบริเวณเชิงเขา หากเจ้าหน้าที่ซีไอเอหูไม่ฝาดไปล่ะก็ นั่นหมายความว่าพวกข้าศึกได้เล็ดลอดผ่านแนวตั้งรับขึ้นไปได้แล้ว แล้วพวกคนไทยอยู่ที่ไหนกัน
“นั่นนะสิ แต่ผมแน่ใจว่าหูไม่ฝาด” ฟรีแมนยืนยัน
แลนดรี้สั่งการไปว่า “คุณรีบไปตามพวกนั้นมาโดยด่วน และรีบขึ้นไปยอดเขาอย่าชักช้า”
เซ็กคอร์ดใช้โทรศัพท์สายตรงจากฝูงบินที่ ๑๓ ในอุดรฯ พูดกดดันนายทหารเวรของกองบินที่ ๗ ยศนายพลจัตวาว่าจะส่งตัวเขาขึ้นศาลทหารหากยังดื้อรั้นไม่ยอมส่งเครื่องกันชิพไปยังไซท์ลิม่า ๘๕
คลื่นสัญญาณวิทยุจากบนยอดเขาไม่ชัดเจนนัก แต่พอจับความได้ว่าขณะนั้นฟรีแมนถูกตรึงอยู่กับที่ และบริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ก็ตกอยู่ภายใต้การโจมตีทั้งจากอาวุธหนัก และปืนประจำกายของข้าศึก ในเวลาเดียวกันนั้นเองหน่วยคอมมานโดของพวกเวียดนามเหนือจำนวนประมาณ ๒๐ หมู่ที่ได้เล็ดลอดเข้ามาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อ้อมผ่านที่มั่นของหน่วยรบพิเศษชาวไทย
กำลังทำการไล่ล่าเจ้าหน้าที่อเมริกันบริเวณสถานีเรดาห์ พวกคอมมานโดเวียดนามเหนือรู้จักพื้นที่บนยอดเขาเป็นอย่างดี เชื่อกันว่าแบลนตันและคนอื่นๆในสถานีเรดาห์ขณะนั้นได้ยินเสียงปืนและลูกระเบิดมือจึงรีบออกจากตัวอาคารและเผชิญหน้ากับหน่วยคอมมานโดข้าศึก
แบลนตันพยายามอธิบายว่าพวกเขาเป็นพลเรือนและไม่มีอาวุธ เขาเอื้อมมือไปที่กระเป๋าหลังเพื่อจะหยิบบัตรประจำตัวของบริษัทล็อกฮีทออกมา และในตอนนั้นเองที่คอมมานโดเวียดนามเหนือเริ่มเปิดฉากยิงใส่เขาและอเมริกันอีกสองคนในระยะประชิดจนตายคาที่ทั้งสามคน
ลำดับ๖๒๕ยุทธการภูผาที(๒๖)
บทที่๒๖ เตรียมอพยพ
บทภูผาที ประมาณชั่วโมงครึ่งหลังการระดมยิงด้วยอาวุธหนักของข้าศึกยุติลง เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศก็ปรากฏตัวจากที่หลบซ่อน บริเวณชะง่อนหินติดหน้าผาด้านหลังฐาน และได้กลับไปประจำสถานีเรดาห์เพื่อควบคุมอุปกรณ์ที่นั่นอีกครั้งหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ชี้เป้าภาคพื้นดินที่นั่น ได้พยายามนำร่องให้กับเครื่องบินใบพัดจำนวนสองเครื่อง และเครื่องไอพ่นอีก ๔ เครื่อง ผ่านกลุ่มเมฆหนาเข้ายังเป้าหมาย เจ้าหน้าที่คนกลังกล่าวมีงานล้นมือเนื่องจากขณะนั้นมีเครื่องบินปฏิบัติการจำนวนหลายเครื่อง และยังมีเครื่องบินอีกจำนวนหนึ่งกำลังทยอยบินเขามาในพื้นที่ นักบินเหล่านั้นจึงถูกสั่งให้นำเครื่องมุ่งกลับฐานบิน
ความเงียบสงบชั่วคราวเข้าปกคลุมยอดภูผาทีอีกครั้ง เวลา ๒๑๐๐ เกิดการปะทะกันรุนแรงที่หมู่บ้านม้งแห่งหนึ่งห่างจากสถานีเรดาห์ชั่วระยเวลาเดินเท้าครึ่งชั่วโมง จากนั้นเหตุการณ์ก็เงียบสงบลงอีก ที่มั่นรอบนอกของม้งเกือบทั้งหมด รายงานเข้ามาว่าพวกเขายังคงต้านทานข้าศึกอยู่ได้ ทหารกองหนุนหน่วยรบพิเศษของไทยก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ในที่ตั้งของพวกเขา
จวนเที่ยงคืน รองผู้บัญชาการฝูงบินที่ ๑๓ ในอุดรฯ ได้วิทยุติดต่อมายังเจ้าหน้าที่ประสานงานกองทัพอากาศที่กองบัญชาการซีไอเอในเวียงจันทน์ เพื่อไต่ถามสถานการณ์ ทางเวียงจันทน์แจ้งกลับไปว่าการถอนตัวออกมาจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะกระทำ
ที่อุดรฯ เซ็กคอร์ดได้โทรศัพท์ไปขอร้องทางไซ่ง่อน ให้ช่วยส่งเครื่องกันชิพเข้ามาสนับสนุน แต่สายได้ขาดไปเฉยๆ เขาจึงเดินข้ามรันเวย์ไปยังที่ตั้งของฝูงบินที่ ๑๓ เพื่อหาเครื่องโทรศัพท์สายตรงจากที่นั่น เพื่อโทรกลับไปที่ไซ่ง่อนอีกครั้ง
ที่ล่องแจ้ง บรรดาผู้บัญชาการทหารของวังเปากำลังเตรียมความพร้อมของพวกทหาร โดยนักบินชอปเปอร์เตรียมเครื่องพร้อมออกปฏิบัติการอยู่บริเวณสนามบิน
ประมาณตีหนึ่งครึ่ง หลังจากการระดมยิงโดยอาวุธหนัก การโจมตีได้เริ่มอีกครั้ง ซุลลิแวนจึงตัดสินใจอพยพเจ้าหน้าที่อเมริกันบางส่วนออกมาจากภูผาทีในเวลา ๐๘๐๐ ของเช้าวันรุ่งขึ้น สถานการณ์โดยทั่วไปยังคงไม่น่าไว้วางใจ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ทุกฝ่ายยังสามารถวิทยุติดต่อกันได้อยู่
บทภูผาที ประมาณชั่วโมงครึ่งหลังการระดมยิงด้วยอาวุธหนักของข้าศึกยุติลง เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศก็ปรากฏตัวจากที่หลบซ่อน บริเวณชะง่อนหินติดหน้าผาด้านหลังฐาน และได้กลับไปประจำสถานีเรดาห์เพื่อควบคุมอุปกรณ์ที่นั่นอีกครั้งหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ชี้เป้าภาคพื้นดินที่นั่น ได้พยายามนำร่องให้กับเครื่องบินใบพัดจำนวนสองเครื่อง และเครื่องไอพ่นอีก ๔ เครื่อง ผ่านกลุ่มเมฆหนาเข้ายังเป้าหมาย เจ้าหน้าที่คนกลังกล่าวมีงานล้นมือเนื่องจากขณะนั้นมีเครื่องบินปฏิบัติการจำนวนหลายเครื่อง และยังมีเครื่องบินอีกจำนวนหนึ่งกำลังทยอยบินเขามาในพื้นที่ นักบินเหล่านั้นจึงถูกสั่งให้นำเครื่องมุ่งกลับฐานบิน
ความเงียบสงบชั่วคราวเข้าปกคลุมยอดภูผาทีอีกครั้ง เวลา ๒๑๐๐ เกิดการปะทะกันรุนแรงที่หมู่บ้านม้งแห่งหนึ่งห่างจากสถานีเรดาห์ชั่วระยเวลาเดินเท้าครึ่งชั่วโมง จากนั้นเหตุการณ์ก็เงียบสงบลงอีก ที่มั่นรอบนอกของม้งเกือบทั้งหมด รายงานเข้ามาว่าพวกเขายังคงต้านทานข้าศึกอยู่ได้ ทหารกองหนุนหน่วยรบพิเศษของไทยก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ในที่ตั้งของพวกเขา
จวนเที่ยงคืน รองผู้บัญชาการฝูงบินที่ ๑๓ ในอุดรฯ ได้วิทยุติดต่อมายังเจ้าหน้าที่ประสานงานกองทัพอากาศที่กองบัญชาการซีไอเอในเวียงจันทน์ เพื่อไต่ถามสถานการณ์ ทางเวียงจันทน์แจ้งกลับไปว่าการถอนตัวออกมาจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะกระทำ
ที่อุดรฯ เซ็กคอร์ดได้โทรศัพท์ไปขอร้องทางไซ่ง่อน ให้ช่วยส่งเครื่องกันชิพเข้ามาสนับสนุน แต่สายได้ขาดไปเฉยๆ เขาจึงเดินข้ามรันเวย์ไปยังที่ตั้งของฝูงบินที่ ๑๓ เพื่อหาเครื่องโทรศัพท์สายตรงจากที่นั่น เพื่อโทรกลับไปที่ไซ่ง่อนอีกครั้ง
ที่ล่องแจ้ง บรรดาผู้บัญชาการทหารของวังเปากำลังเตรียมความพร้อมของพวกทหาร โดยนักบินชอปเปอร์เตรียมเครื่องพร้อมออกปฏิบัติการอยู่บริเวณสนามบิน
ประมาณตีหนึ่งครึ่ง หลังจากการระดมยิงโดยอาวุธหนัก การโจมตีได้เริ่มอีกครั้ง ซุลลิแวนจึงตัดสินใจอพยพเจ้าหน้าที่อเมริกันบางส่วนออกมาจากภูผาทีในเวลา ๐๘๐๐ ของเช้าวันรุ่งขึ้น สถานการณ์โดยทั่วไปยังคงไม่น่าไว้วางใจ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ทุกฝ่ายยังสามารถวิทยุติดต่อกันได้อยู่
Thursday, April 30, 2009
ลำดับ๖๒๔ยุทธการภูผาที(๒๕)
บทที่๒๕ โจมตีภูผาที
ยังมีเครื่องบินที่สามารถยิงไฟส่องสว่างและเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศอีกเครื่องหนึ่งเพื่อเติมน้ำมันในกับเครื่องไอพ่นเอฟ-4 ที่บินมาจากฐานบินแห่งหนึ่งในประเทศไทย อย่างไรก็ตามเมฆหนาทึบที่ปกคลุมภูผาทีขณะนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ชี้เป้าไม่สามารถสังเกตเห็นแสงไฟวูบวาบจากปากกระบอกปืนใหญ่ข้าศึกได้ และเมื่อเจ้าหน้าที่เทคนิคไม่ได้ประจำสถานีเรดาห์เพื่อควบคุมอุปกรณ์นำร่องแล้ว นักบินจึงไม่มีเครื่องมือนำร่องสู่เป้าหมาย และพวกเขาก็มองไม่เห็นอะไรอื่นบนพื้นดิน นอกเสียจากแสงสลัวจากอาวุธหนักที่พร่ามัวเต็มที เหมือนถูกปิดบังด้วยกระจกฝ้าเอาไว้ นักบินจึงไม่ต้องการเสี่ยงปักหัวเครื่องลงโจมตี เพราะกลัวจะไปชนเข้ากับภูเขาเสียก่อน
ในเวลาไม่นาน ศูนย์บัญชาการ๔๘๐๒ ก็ตกอยู่ใต้ความสับสนอลหม่านอย่างหนักมีเจ้าหน้าที่วิ่งเข้าออก ส่งเสียงถามคำถามกันวุ่นวาย เสียงเล็กแหลมของกริ่งโทรศัพท์กรีดร้องขึ้นเกือบทุกนาที จากกองบัญชาการซีไอเอในเวียงจันทน์
แพท แลนดรี้กระชากโทรศัพท์ออกจากผนังห้อง เขาปรึกษากับเซ็กคอร์ดอย่างรีบเร่ง จากนั้นทั้งสองเดินผ่านห้องโถงใหญ่เข้าไปในห้องทำงาน ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าที่เคย เขาเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศทุกคน กระซิบกับพวกนั้นว่าขอเชิญให้ออกไปจากห้องเนื่องจากนี่เป็นปฏิบัติการลับของซีไอเอ เซ็กคอร์ดทำเช่นเดียวกัน กับเจ้าหน้าที่ซีไอเอ กล่าวว่าอุปกรณ์บนภูผาทีเป็นของกองทัพอากาศและตอนนี้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศก็กำลังเข้าไปช่วยกู้สถานการณ์ที่นั่นอยู่ พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นที่นี่อีกต่อไป เมื่อทุกคนออกไปแล้ว จึงเหลือเพียงแลนดรี้ เซ็กคอร์ดและไคลน์ ในห้องส่วนตัวด้านในของห้องปฏิบัติการ
คนทั้งสามเคยผ่านประสบการณ์นั่นถ่างตาเฝ้าดูสถานการณ์ตึงเครียดตลอดหลายคืนมาก่อน ทว่าไม่เคยมีครั้งใดที่มีเดิมพันสูงเช่นครั้งนี้ พวกเขาอยู่ห่างจากจุดสู้รบกว่า ๒๓๐ ไมล์และทำได้เพียงหวังว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามจะทำ โดยสั่งการไปผ่านทางวิทยุคงพอจะช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้
เซ็กคอร์ดติดต่อไปยังกองบินที่ ๗ ในฐานบินทัน ซอน นัท ผ่านโทรศัพท์สายตรง ขอให้กองบินที่ ๗ ช่วยส่งเครื่องลำเลียงแบบซี-130 ที่นำมาดัดแปลงติดปืนกลอากาศ กลายเป็นป้อมบินกันชิพ ที่มีพิษสงร้ายกาจ เข้าทำการสนับสนุนนักบินจะนำเครื่องบินวนเหนือเป้าหมาย และสาดกระสุนขนาด ๒๐ มม.ถี่ยิบกระทั่งสารเรืองแสงที่ฉาบหัวกระสุนนำวิถีส่งประกายมองเห็นเส้นสีทองเป็นแนวยาวจากเครื่องบินลงสู้เป้าหมายเบื้องล่างถนัดตา นอกจากนี้เครื่องซี-130 ที่ถูกดัดแปลงเป็นป้อมบินดังกล่าว ยังได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้ลูกเรือสามารถแยกแยะแสงจากปากกระบอกปืนใหญ่ขณะที่มีเมฆปกคลุมอยู่เหนือเป้าหมาย ทางกองบินที่ ๗ บอกให้เซ็กคอร์ดรอไปก่อน และจะลองดูว่ามีเครื่องว่างหรือไม่
แลนดรี้และไคลน์ที่กำลังสั่งการวิทยุในอีกคลื่นความถี่พยายามประสานการตอบโต้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ซีไอเอในล่องแจ้ง โดยพยายามรวบรวมทหารที่มีอยู่ไม่เต็มอัตราในกองพันสำรองของวังเปาให้พร้อมออกปฏิบัติการ
ในเวลาไม่นาน ศูนย์บัญชาการ๔๘๐๒ ก็ตกอยู่ใต้ความสับสนอลหม่านอย่างหนักมีเจ้าหน้าที่วิ่งเข้าออก ส่งเสียงถามคำถามกันวุ่นวาย เสียงเล็กแหลมของกริ่งโทรศัพท์กรีดร้องขึ้นเกือบทุกนาที จากกองบัญชาการซีไอเอในเวียงจันทน์
แพท แลนดรี้กระชากโทรศัพท์ออกจากผนังห้อง เขาปรึกษากับเซ็กคอร์ดอย่างรีบเร่ง จากนั้นทั้งสองเดินผ่านห้องโถงใหญ่เข้าไปในห้องทำงาน ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าที่เคย เขาเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศทุกคน กระซิบกับพวกนั้นว่าขอเชิญให้ออกไปจากห้องเนื่องจากนี่เป็นปฏิบัติการลับของซีไอเอ เซ็กคอร์ดทำเช่นเดียวกัน กับเจ้าหน้าที่ซีไอเอ กล่าวว่าอุปกรณ์บนภูผาทีเป็นของกองทัพอากาศและตอนนี้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศก็กำลังเข้าไปช่วยกู้สถานการณ์ที่นั่นอยู่ พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นที่นี่อีกต่อไป เมื่อทุกคนออกไปแล้ว จึงเหลือเพียงแลนดรี้ เซ็กคอร์ดและไคลน์ ในห้องส่วนตัวด้านในของห้องปฏิบัติการ
คนทั้งสามเคยผ่านประสบการณ์นั่นถ่างตาเฝ้าดูสถานการณ์ตึงเครียดตลอดหลายคืนมาก่อน ทว่าไม่เคยมีครั้งใดที่มีเดิมพันสูงเช่นครั้งนี้ พวกเขาอยู่ห่างจากจุดสู้รบกว่า ๒๓๐ ไมล์และทำได้เพียงหวังว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามจะทำ โดยสั่งการไปผ่านทางวิทยุคงพอจะช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้
เซ็กคอร์ดติดต่อไปยังกองบินที่ ๗ ในฐานบินทัน ซอน นัท ผ่านโทรศัพท์สายตรง ขอให้กองบินที่ ๗ ช่วยส่งเครื่องลำเลียงแบบซี-130 ที่นำมาดัดแปลงติดปืนกลอากาศ กลายเป็นป้อมบินกันชิพ ที่มีพิษสงร้ายกาจ เข้าทำการสนับสนุนนักบินจะนำเครื่องบินวนเหนือเป้าหมาย และสาดกระสุนขนาด ๒๐ มม.ถี่ยิบกระทั่งสารเรืองแสงที่ฉาบหัวกระสุนนำวิถีส่งประกายมองเห็นเส้นสีทองเป็นแนวยาวจากเครื่องบินลงสู้เป้าหมายเบื้องล่างถนัดตา นอกจากนี้เครื่องซี-130 ที่ถูกดัดแปลงเป็นป้อมบินดังกล่าว ยังได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้ลูกเรือสามารถแยกแยะแสงจากปากกระบอกปืนใหญ่ขณะที่มีเมฆปกคลุมอยู่เหนือเป้าหมาย ทางกองบินที่ ๗ บอกให้เซ็กคอร์ดรอไปก่อน และจะลองดูว่ามีเครื่องว่างหรือไม่
แลนดรี้และไคลน์ที่กำลังสั่งการวิทยุในอีกคลื่นความถี่พยายามประสานการตอบโต้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ซีไอเอในล่องแจ้ง โดยพยายามรวบรวมทหารที่มีอยู่ไม่เต็มอัตราในกองพันสำรองของวังเปาให้พร้อมออกปฏิบัติการ
ลำดับ๖๒๓ยุทธการภูผาที(๒๔)
บทที่๒๔ โจมตี
ที่อุดรฯ เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้านอนขดตัวเบียดกันอยู่ในห้องนอนขนาดเล็กบนชั้นสองของศูนย์ฯ๔๘๐๒ ต่างจดจ่อรอฟังข่าวข้าศึกเข้าโจมตี ก่อนหน้านี้แลร์ได้เลื่อนการประชุมสำคัญกับพวกเจ้าหน้าที่คนไทยในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาสำคัญนี้ พวกเขาต่างรอคอยด้วยใจระทึก
ในตอนค่ำของวันที่ ๙ มีนาคมเจ้าหน้าที่บนภูผาทีรายงานการปะทะกับทหารข้าศึก นักบินนำเครื่องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที แต่ปรากฏว่าข้าศึกไม่ได้นำกำลังหลักเข้าโจมตี เป็นเพียงการปะทะขนาดเล็ก นักบินจึงนำเครื่องบินกลับฐาน
แลร์ไม่สามารถเลื่อนภารกิจในกรุงเทพฯออกไปได้อีก เขาจึงต้องเดินทางลงไปกรุงเทพฯ ในตอนเช้าของวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๑๑ เพื่อสะสางธุระ
ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง กองลาดตระเวนม้งรายงานว่ามีชาวบ้านเริ่มอพยพหนีออกมาจากภูผาที ขณะนั้นอากาศเริ่มปิดเมฆหนาปกคลุมพื้นที่ จากเครื่องบินที่กำลังบินอยู่เหนือสนามบินและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ รวมถึงจุดอื่นๆในช่วงบ่ายวันนั้น นักบินไม่สามารถมองเห็นตัวอักษรสัญญาณทิ้งร่มบนพื้นดินเบื้องล่างได้ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเริ่มหวาดกลัวและกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่อาวุโสสูงสุดบนนั้นคือ โฮเวอร์ด ฟรีแมน เกือบจะทันทีที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าฟรีแมนได้วิทยุติดต่ออุดรฯ รายงานว่าพวกเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากกระสุนปืนใหญ่และจรวดที่ข้าศึกระดมยิงเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง จากนั้นสัญญาณวิทยุก็ขาดหายไป เพียงพักเดียวจากนั้นฟรีแมนก็ติดต่อกลับมาอีกครั้ง เขารายงานว่ากระสุนปืนใหญ่ข้าศึกได้สร้างความเสียหายแก่สายไฟหลัก,ที่ตั้งปืนใหญ่โฮวิทเซอร์,บริเวณเรือนพักเจ้าหน้าที่เทคนิค และบังค์เกอร์หลบภัย โดยเฉพาะบังค์เกอร์หลบภัยนั้นถูกกระสุนเข้าอย่างจัง จนไม่เหลือชิ้นดี แต่โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ภายในตอนที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ ฟรีแมนยังคงสามารถวิทยุติดต่อกับเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศ ที่ได้ล่าถอยจากสถานีเรดาห์ไปยังบริเวณชะง่อนหิน ติดกับหน้าผาด้านหลังฐานที่มั่น ดูเหมือนว่าไม่มีใครเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
เมื่อแลร์ติดภารกิจในกรุงเทพฯ แพท แลนดรี้จึงเป็นผู้ควบคุมสั่งการในศูนย์ฯ๔๘๐๒ โดยมีเซ็กคอร์ด ทอม ไคลน์ และเจ้าหน้าที่คนอื่นมากหน้าหลายตาคอยช่วยเหลือ พวกเขาได้วิทยุติดต่อกองทัพอากาศและได้เครื่องบินใบพัดแบบเอ-26 จำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นบังเอิญทำการบินอยู่แล้วบริเวณโฮจิมินห์ เทรล เข้าไปช่วยกู้สถานการณ์ในภูผาที
ที่อุดรฯ เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้านอนขดตัวเบียดกันอยู่ในห้องนอนขนาดเล็กบนชั้นสองของศูนย์ฯ๔๘๐๒ ต่างจดจ่อรอฟังข่าวข้าศึกเข้าโจมตี ก่อนหน้านี้แลร์ได้เลื่อนการประชุมสำคัญกับพวกเจ้าหน้าที่คนไทยในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาสำคัญนี้ พวกเขาต่างรอคอยด้วยใจระทึก
ในตอนค่ำของวันที่ ๙ มีนาคมเจ้าหน้าที่บนภูผาทีรายงานการปะทะกับทหารข้าศึก นักบินนำเครื่องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที แต่ปรากฏว่าข้าศึกไม่ได้นำกำลังหลักเข้าโจมตี เป็นเพียงการปะทะขนาดเล็ก นักบินจึงนำเครื่องบินกลับฐาน
แลร์ไม่สามารถเลื่อนภารกิจในกรุงเทพฯออกไปได้อีก เขาจึงต้องเดินทางลงไปกรุงเทพฯ ในตอนเช้าของวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๑๑ เพื่อสะสางธุระ
ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง กองลาดตระเวนม้งรายงานว่ามีชาวบ้านเริ่มอพยพหนีออกมาจากภูผาที ขณะนั้นอากาศเริ่มปิดเมฆหนาปกคลุมพื้นที่ จากเครื่องบินที่กำลังบินอยู่เหนือสนามบินและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ รวมถึงจุดอื่นๆในช่วงบ่ายวันนั้น นักบินไม่สามารถมองเห็นตัวอักษรสัญญาณทิ้งร่มบนพื้นดินเบื้องล่างได้ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเริ่มหวาดกลัวและกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่อาวุโสสูงสุดบนนั้นคือ โฮเวอร์ด ฟรีแมน เกือบจะทันทีที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าฟรีแมนได้วิทยุติดต่ออุดรฯ รายงานว่าพวกเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากกระสุนปืนใหญ่และจรวดที่ข้าศึกระดมยิงเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง จากนั้นสัญญาณวิทยุก็ขาดหายไป เพียงพักเดียวจากนั้นฟรีแมนก็ติดต่อกลับมาอีกครั้ง เขารายงานว่ากระสุนปืนใหญ่ข้าศึกได้สร้างความเสียหายแก่สายไฟหลัก,ที่ตั้งปืนใหญ่โฮวิทเซอร์,บริเวณเรือนพักเจ้าหน้าที่เทคนิค และบังค์เกอร์หลบภัย โดยเฉพาะบังค์เกอร์หลบภัยนั้นถูกกระสุนเข้าอย่างจัง จนไม่เหลือชิ้นดี แต่โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ภายในตอนที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ ฟรีแมนยังคงสามารถวิทยุติดต่อกับเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศ ที่ได้ล่าถอยจากสถานีเรดาห์ไปยังบริเวณชะง่อนหิน ติดกับหน้าผาด้านหลังฐานที่มั่น ดูเหมือนว่าไม่มีใครเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
เมื่อแลร์ติดภารกิจในกรุงเทพฯ แพท แลนดรี้จึงเป็นผู้ควบคุมสั่งการในศูนย์ฯ๔๘๐๒ โดยมีเซ็กคอร์ด ทอม ไคลน์ และเจ้าหน้าที่คนอื่นมากหน้าหลายตาคอยช่วยเหลือ พวกเขาได้วิทยุติดต่อกองทัพอากาศและได้เครื่องบินใบพัดแบบเอ-26 จำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นบังเอิญทำการบินอยู่แล้วบริเวณโฮจิมินห์ เทรล เข้าไปช่วยกู้สถานการณ์ในภูผาที
Subscribe to:
Posts (Atom)