Wednesday, April 2, 2008

บทความที่๓๘๗.สุเมธาเถรีคาถา

เจ้าหญิงสุเมธาราชกัญญาผู้สละศิริสมบัติออกบวช

ในขุททกนิกาย เถรีคาถา มหานิบาต สุเมธาเถรีคาถา มีข้อความว่า

“เราเป็นธิดาของพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าโกญจะในนครมันตาวดี ชื่อว่า ‘สุเมธา’ เป็นผู้อันพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้กระทำตามคำสั่งสอน ให้เลื่อมใสแล้ว เป็นผู้มีศีลมีถ้อยคำไพเราะ เป็นพหุสูต ได้รับแนะนำดีแล้วในพระพุทธศาสนา เข้าไปเฝ้าพระชนกพระชนนี แล้วกราบทูลว่า ขอพระชนก พระชนนีทั้งสอง โปรดฟังคำของหม่อมฉัน...

หม่อมฉันยินดีในนิพพาน เพราะว่า ภพ ถึงแม้เป็นทิพย์ก็เป็นของไม่ยั่งยืน จะป่วยกล่าวไปใยถึงกามทั้งหลายอันเป็นของเปล่า มีความยินดีน้อย มีความคับแค้นมาก

กามทั้งหลายเผ็ดร้อน เปรียบด้วยอสรพิษ เป็นสิ่งที่ทำให้คนพาล หลงหมกมุ่นอยู่ คนพาลเหล่านั้นต้องถึงทุกข์เดือดร้อน ยัดเยียดอยู่ในนรกตลอดกาลนาน

และเป็นเหตุทำให้คนพาลผู้มีความรู้ชั่ว ไม่สำรวมด้วย กาย วาจา และใจ ทำความชั่วต่างๆ ย่อมเศร้าโศกในอบายในกาละทุกเมื่อ

เป็นเหตุทำให้ผู้มีปัญญาทรามไม่มีความคิด ยินดีแล้วในทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ไม่รู้จักธรรมะอันพระอริยเจ้าแสดงอยู่ ทั้งไม่รู้จักอริยสัจจ์”

ข้อความต่อไปมีว่า

“ข้าแต่เสด็จแม่ คนเหล่าใดไม่รู้จักสัจจะ อันพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้ว พากันชื่นชมภพ ปรารถนาการเกิดในเทวดา ชนเหล่านั้นมีอยู่เป็นอันมากในโลกนี้

“การเกิดแม้ในพวกทิพย์ในภพอันไม่เที่ยง ก็เป็นของไม่ยั่งยืนและพวกคนโง่เขลา ย่อมไม่สะดุ้งกลัวต่อการเกิดร่ำไปพวกเขาจึงประสบวินิบาตทั้งหลาย ๔ คติ ๒ ในกาละทุกเมื่อ และการบวชของคนที่ตกอยู่ในวินิบาตทั้งหลาย ย่อมไม่มีในนรก

ขอพระชนก ชนนี ทั้งสองทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชในพระศาสนาของพระทศพลเถิด หม่อมฉันจะเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย พยายามเพื่อละการเกิด การตาย จะเป็นประโยชน์อะไรในภพ อันพวกคนพาลพากันเพลิดเพลินเป็นโทษทางกาย ไม่มีแก่นสาร

ขอพระชนก ชนนี ทรงโปรดอนุญาตเถิด หม่อมฉันจะบวชเพื่อตัดตัณหาในภพ การเสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หม่อมฉันไม่ได้พบแล้ว ขณะ อันเป็นขณะไม่ควร หม่อมฉันก็ได้แล้ว หม่อมฉันไม่พึงประทุษร้ายศีลและพรหมจรรย์ตลอดชีวิต”

เมื่อนางสุเมธาราชกัญญากราบทูลอย่างนี้ ลำดับนั้น พระชนก ชนนี ได้ตรัสกับนางสุเมธาราชกัญญาว่า

“มารดา บิดา เป็นคฤหัสถ์ ถึงจะตกอยู่ในอำนาจของความตายก็จะไม่ยอมละทิ้ง” มารดาเป็นทุกข์ร้องไห้และบิดาก็เป็นทุกข์ ถูกความโศกครอบงำแล้วเหมือนกัน พยายามปลอบโยนนางสุเมธาซึ่งฟุบอยู่ที่แผ่นดินที่พื้นปราสาทว่า

“ลุกขึ้นเถิดลูกรัก จะเศร้าโศกไปทำไม มารดา บิดา ได้ยกเจ้าให้พระนครวารณวดีแล้ว คือได้ยกเจ้าให้พระเจ้าอนิกรัฐผู้มีรูปงาม เจ้าจักเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัฐ

ลูกรักเอ๋ย ศีล พรหมจรรย์ และการบวช กระทำได้ยาก อำนาจในแว่นแคว้นของพระเจ้าอนิกรัฐ ทรัพย์ความเป็นอิสระ โภคะ ความสุข ถึงสกุลนี้และสกุลของพระราชสวามีทั้งหมด ลูกปรารถนาแล้วก็จักอยู่ในเงื้อมมือของลูก แม้ลูกก็ยังเป็นสาว จงบริโภคกามทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นมารดาบิดาจึงขอร้องไว้ ขอลูกจงอยู่เถิด”

ลำดับนั้น นางสุเมธาราชกัญญา จึงกราบทูลพระชนก ชนนีว่า

“อำนาจเป็นต้นเช่นนี้ ขอจงอย่ามีเลย เพราะภพไม่เป็นแก่นสาร หม่อมฉันจักบวช หรือถ้าทรงขอร้องไว้ก็จักตายเท่านั้น

หม่อมฉันรู้อยู่ว่า ร่างกายนี้เป็นของเปื่อยเน่า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป เป็นของน่ากลัว ตัวเป็นดุจกระสอบหนัง อันเต็มด้วยซากศพ เต็มด้วยของไม่สะอาดไหลออกอยู่เนืองๆ เหมือนอะไร หม่อมฉันรู้ว่า ร่างกายนี้เป็นดุจซากศพอันปฏิกูลอย่างยิ่ง ฉาบทาไว้ด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่อยู่แห่งหมู่หนอน เป็นเหยื่อเลือด พระชนก ชนนีจะยกให้ใครทำไม

กายนี้ไม่นานนักมีวิญญาณไปปราศจากแล้ว อันหมู่ญาติเกลียดอยู่ ย่อมทิ้งถมป่าช้า เหมือนท่อนไม้ฉะนั้น อันมารดา บิดาของตนยังเกลียด พากันนำเอาซากศพนั้นไปทิ้งให้เป็นเหยื่อของสัตว์อื่นในป่าช้า แล้วกลับไปอาบน้ำ จะกล่าวไปใยถึงประชุมชนทั่วไป

ชนทั้งหลายยินดีแล้วในกายอันเปื่อยเน่า เป็นซากศพไม่มีแก่นสาร อันมีกระดูกมีเอ็นเป็นเครื่องผูกรัด เต็มด้วยน้ำลาย น้ำตาและเหงื่อไคล ผู้ใดมาแยกกายนั้นทำให้เห็นทั้งภายในและภายนอก ผู้นั้นไม่อาจทนต่อกลิ่นกายได้ แม้มารดาของตนก็พึงเกลียด

บัณฑิตทั้งหลายพึงกล่าวไว้ด้วยปัญญาอันแยบคายว่า ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ อันปัจจัยปรุงแต่ง มีชาติเป็นมูลเหตุเป็นทุกข์ไม่น่าชอบใจ เพราะเหตุไร หม่อมฉันจะพึงพอใจในพระดำรัสที่ขอร้องเล่า

หอก ๓๐๐ เล่มอันลับแล้วใหม่ๆ พึงตกลงในกายทุกๆวันความกระทบกระทั่งแม้เป็นไปสิ้นร้อยไปยังประเสริฐกว่า ฉันใด ความสิ้นไปแห่งทุกข์พึงมี ฉันนั้น ผู้ใดพึงเป็นผู้รู้แจ้งพระดำรัสของพระศาสดาโดยนัยตามที่กล่าวแล้วพึงประสบความกระทบกระทั่งแม้ความสิ้นทุกข์ของผู้นั้นพึงประเสริฐยิ่ง

และสังสาระของคนพาลเหล่านั้น ผู้ถูกชรา พยาธิ และมรณะเบียดเบียนบ่อยๆเป็นของยาว ความคับแค้นอันหาประมาณมิได้ บัณฑิตแสดงไว้ในเทวดา หมู่มนุษย์ กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย เปรต นรก
ในนรกมีทุกข์เป็นอันมาก ความต้านทานในหมู่เทวดาทั้งหลาย ไม่มีแก่สัตว์ผู้ไปแล้วในวินิบาตผู้เศร้าหมอง

สุขอื่นจากสุขคือนิพพาน ไม่มี ผู้ใดขวนขวายในคำสอนของพระทศพล เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย พยายามเพื่อละความเกิด และตาย ผู้นั้นชื่อว่าบรรลุนิพพาน

ข้าแต่เสด็จพ่อ วันนี้หม่อมฉันจักออกบวชแน่นอน จะมีประโยชน์อะไรด้วยโภคสมบัติอันหาสาระมิได้

กามทั้งหลายอันเสมอด้วยอาเจียน หม่อมฉันเบื่อหน่ายแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน”

นางสุเมธาราชธิดากราบทูลแด่พระชนกอย่างนี้ และนางสุเมธาราชธิดานั้น อันพระชนก ชนนีพระราชทานให้แก่พระเจ้าอนิกรัฐใด พระเจ้าอนิกรัฐแวดล้อมด้วยคนหนุ่มๆ ตระเตรียมมาแล้ว เมื่อกาลจวนเข้ามาแล้ว ลำดับนั้นนางสุเมธาราชกัญญา ได้ทรงสดับว่า พระเจ้าอนิกรัฐเสด็จมา จึงเอาพระขรรค์ตัดพระเกษาอันดำสนิท อ่อนสลวย งดงาม ปิดปราสาทแล้ว เข้าปฐมฌาน นางสุเมธาราชกัญญาเข้าสมาบัติ เจริญอนิจจสัญญาอยู่ในปราสาทนั้นนั่นเอง

พระเจ้าอนิกรัฐได้เสด็จมาถึงพระนคร และนางสุเมธาราชกัญญากำลังมนสิการถึงอนิจจสัญญาอยู่ พระเจ้าอนิกรัฐมีพระองค์อันประดับด้วยแก้วมณีและทองคำได้รีบเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทรงทำอัญชลีอ้อนวอนนางสุเมธาราชกัญญาว่า

“อำนาจ ทรัพย์ อิสริยยศ โภคะ ความสุข ในราชสมบัติ หม่อมฉันขอมอบให้พระน้องนาง, พระน้องนางยังเป็นสาว ขอจงบริโภคกามสุขเถิด กามสุขเป็นของหาได้ยากในโลก

ราชสมบัติ หม่อมฉันยอมสละให้พระน้องนาง ขอพระน้องนางจงบริโภค โภคะทั้งหลาย จงให้ทานเถิด อย่าทรงโทมนัสเลย พระชนก ชนนีของพระน้องนางทรงเป็นทุกข์”

นางสุเมธาราชกัญญาผู้ไม่มีความต้องการด้วยกามทั้งหลาย ปราศจากโมหะ กราบทูลพระเจ้าอนิกรัฐว่า

“พระองค์อย่าทรงเพลิดเพลินในกาม จงทรงเห็นโทษในกามทั้งหลาย พระเจ้ามัลธาฐผู้เป็นใหญ่ในทวีปทั้งสี่ เป็นผู้เลิศกว่าบุรุษผู้บริโภคกามทั้งหลาย ยังไม่ทรงอิ่มด้วยกามทั้งหลายก็สวรรคตไป ความบริบูรณ์ของท้าวเธอยังไม่บริบูรณ์เลย

เทวดาผู้เป็นเจ้าแห่งฝน พึงบันดาลรัตนะ ๗ ประการให้ตกโดยรอบทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายมิได้มี นรชนทั้งหลายผู้ยังไม่อิ่มด้วยกาม พากันตายไปหมด

กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและหลาวเหมือนหัวงูเห่า เปรียบดังคบเพลิง เผาอยู่เนืองๆ เหมือนร่างกระดูก

กามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก เหมือนงูที่มีพิษมาก เหมือนก้อนเหล็กอันไฟติดทั่ว เป็นรากเง้าแห่งทุกข์ มีทุกข์เป็นผล

กามทั้งหลายเปรียบเหมือนผลไม้อันเป็นพิษ เหมือนชิ้นเนื้อนำมาซึ่งทุกข์

กามทั้งหลายเปรียบเหมือนความฝัน เป็นของหลอกลวงเหมือนของที่ยืมเขามา เปรียบด้วยหอกและหลาวเป็นโรคเป็นดังหัวฝี เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลำบากเช่นดังหลุมถ่านเพลิง เป็นรากเง้าแห่งความทุกข์ เป็นภัย เป็นนายเพชฌฆาต

กามทั้งหลาย บัณฑิตกล่าวว่ามีทุกข์มาก มีอันตรายมากอย่างนี้ เชิญพระองค์เสด็จกลับเสียเถอะ หม่อมฉันไม่มีความคุ้นเคยในสมบัติของตนเลย เมื่อไฟไหม้อยู่ที่ศรีษะของตน ผู้อื่นจะช่วยทำประโยชน์อะไรให้หม่อมฉัน เมื่อชราและมรณะติดตามแล้ว ควรพยายามเพื่อทำลายชราและมรณะนั้น”

นางสุเมธาราชกัญญาทอดพระเนตรเห็นพระชนก ชนนีและพระเจ้าอนิกรัฐเสด็จมายังไม่ทันถึงประตูปิด ประทับนั่งร้องไห้อยู่ที่แผ่นดิน จึงได้กราบทูลว่า

“ สังสาระของคนพาลทั้งหลาย ผู้ร้องไห้ถึงมารดาบิดา พี่ชาย น้องชาย และตนเองซึ่งตายแล้วในสังสาระ เป็นสภาพยาว ขอพระองค์ทรงระลึกถึงน้ำตา น้ำนม เลือดและกองกระดูก ของสัตว์ทั้งหลายผู้ท่องเที่ยวอยู่ไปมา

เพราะความที่สังสาระมีที่สุดอันบุคคลรู้ไม่ได้ ขอจงทรงนึกถึงมหาสมุทรทั้ง ๔ ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงน้อมเข้าไปเปรียบในน้ำตา น้ำนม และเลือด จงทรงนึกถึงกองกระดูกของคนหนึ่งในกัปหนึ่งเท่าภูเขาวิฑุรบรรพต

จงทรงนึกถึงแผ่นดินใหญ่ คือชมพูทวีปที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบด้วยบิดา มารดาของบุคคลผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสาระ แผ่นดินใหญ่เมื่อแบ่งออกเป็นก้อนกลมๆเท่าเมล็ดพุทรา ยังไม่เพียงพอในบิดา มารดาเลย

จงทรงนึกถึง หญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเปรียบด้วยบิดา มารดาของบุคคลที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสาระ เพราะสังสาระมีที่สุดอันรู้ไม่ได้ หญ้า ไม้ กิ่งไม้และใบไม้ชิ้นหนึ่งประมาณเท่าสี่นิ้ว ยังไม่เพียงพอในบิดาทั้งหลายเลย และชิ้นหนึ่งมีประมาณเท่านั้น ยังไม่พอใน ปู่ ย่า ตา ยาย

จงทรงนึกถึงเต่าตาบอด และช่องแอกอันหมุนวนไปในทิศบูรพาและทางอื่นๆอีกในมหาสมุทร มาสวมศีรษะเต่าตาบอดตัวนั้น ข้อนี้อุปมาดังการได้อัตภาพเป็นมนุษย์

จงทรงนึกถึงรูปแห่งโทษคือกายอันหาสาระมิได้ เปรียบเหมือนก้อนฟองน้ำ จงทรงพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายอันไม่เที่ยง จงทรงคำนึงถึงนรกอันมีความคับแค้นมาก จงทรงนึกถึงสัตว์ทั้งหลายผู้พอกพูนป่าช้าอยู่บ่อยๆ ในชาตินั้นๆ จงทรงนึกถึงภัยอันเกิดแต่ท้อง

จงทรงนึกถึงอริยสัจ ๔ เมื่ออมตะมหานิพพานมีอยู่ จะมีประโยชน์อะไรด้วยของเผ็ดร้อน ๕ ประการที่พระองค์ทรงดื่มแล้ว เพราะว่าความยินดีในกามทั้งปวง มีความเผ็ดร้อนกว่าความเผ็ดร้อน ๕ ประการอีก เมื่ออมตะมหานิพพานมีอยู่ พระองค์จะต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้เร่าร้อนเล่า

เพราะว่าความยินดีในกามทั้งปวง อันไฟ ๑๑ กองให้รุ่งเรืองแล้ว ให้เดือดพล่านแล้ว ให้กำเริบแล้ว ให้ร้อนพร้อมแล้ว เมื่อการออกจากกามอันไม่มีข้าศึกมีอยู่ ไฉนพระองค์จึงต้องการด้วยกามทั้งหลาย อันมีข้าศึกมากเล่า กามทั้งหลายมีข้าศึกมาก ทั่วไปด้วยพระราชา ไฟ โจร น้ำ และบุคคลอันไม่เป็นที่รัก

เมื่อความพ้นมีอยู่ ไฉนพระองค์ จึงต้องการด้วยกามทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้ถูกฆ่า ถูกจองจำเล่า เพราะว่าการถูกฆ่า ถูกจองจำ ก็เพราะกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายได้เสวยทุกข์ต่างๆ เพราะความใคร่ในกาม

คบเพลิงหญ้า อันไฟติดโชน ย่อมไหม้อันคนผู้ถืออยู่และไม่ทิ้ง เพราะว่ากามทั้งหลายเปรียบดังคบเพลิง ย่อมไหม้คนที่ไม่ละ

พระองค์อย่างทรงละสุขอันไพบูลย์เพราะเหตุแห่งกามสุขอันเล็กน้อยเลย พระองค์อย่าทรงเป็นเหมือนปลากลืนเบ็ดแล้วเดือดร้อนในภายหลัง

พระองค์อย่าทรงหมุนไปผิดเพราะกามทั้งหลาย ดังสุนัขอันถูกเขาล่ามโซ่ไว้เลย สัตว์ทั้งหลายผู้มีความอยากเพราะกามจัด บริโภคกามนั้น เหมือนเสือปลาถูกความหิวครอบงำ ได้สุนัขแล้วถึงความพินาศนั้น

พระองค์ประกอบด้วยกาม จักต้องทรงเสวยทุกข์หาประมาณมิได้และโทมนัสแห่งจิตเป็นอันมาก จงทรงสละกามทั้งหลายอันไม่ยั่งยืนเสียเถิด

เมื่อนิพพานอันเป็นธรรมะไม่แก่มีอยู่ ไฉนพระองค์จึงต้องการด้วยกามทั้งหลาย ที่มีความแก่เล่า เพราะการเกิดทุกชาติในภพทั้งปวงประกอบด้วยความตายและพยาธิ นิพพานอันไม่แก่ ไม่ตาย เป็นทางดำเนินถึงความไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่คับแคบเพราะข้าศึก ไม่มีความพลั้งพลาด ไม่มีภัย ไม่มีความเดือดร้อน

อมตะนิพพานนี้อันพระอริยเจ้าเป็นอันมากได้บรรลุมาแล้ว และอมตนิพพานนี้อันบุคคลผู้พยายามโดยอุบายอันแยบคายจะพึงได้แม้ในวันนี้ แต่บุคคลผู้ไม่พยายาม ไม่อาจจะได้แม้ในกาละไหนๆ”

นางสุเมธาราชกัญญาตรัสอย่างนี้ เมื่อไม่ได้ความยินดีในสังขาร เมื่อจะทรงยังพระเจ้าอนิกรัฐให้ทรงยินยอม จึงทรงโยนผมที่ตัดแล้วด้วยพระขรรค์ไปที่แผ่นดิน พระเจ้าอนิกรัฐเสด็จลุกขึ้น ประคองอัญชลี ทูลขอกะพระบิดาของนางสุเมธาราชกัญญานั้นว่า

“ขอจงทรงโปรด ปล่อยให้นางสุเมธาบวชเถิด นางจะเป็นผู้เห็นวิโมกข์และสัจจะ”

ก็นางสุเมธาอันพระชนก ชนนี ทรงปล่อยแล้ว เป็นผู้กลัวต่อภัยคือความโศก ออกบวชแล้ว เมื่อศึกษาอยู่ ได้กระทำให้แจ้งซึ่งอภิญญา ๖ กระทำให้แจ้งซึ่งผลอันเลิศคืออรหัตตผล นิพพานของนางสุเมธาราชกัญญาเป็นธรรมะน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี.

No comments: