Wednesday, September 5, 2007

บทความที่ ๒๖๐. ต้องช่วงชิงอำนาจทางการเมืองเพื่อเข้าสู่อำนาจเศรษฐกิจและวัฒนธรรม



การปกครองของรัฐที่เป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงประชาชนมีประชาธิปไตย ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หรือนัยหนึ่งปวงชนมีอธิปไตยสมบูรณ์ในการที่จะกำหนดวิถีชีวิตของเขาทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมได้ตามความปรารถนาของเขาเองแล้ว นั่นก็หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้กุมอำนาจแห่งสังคมหรือรัฐนั้นๆ อย่างแท้จริง

และตามเนื้อหาการปกครองเช่นนี้ ประชาชนจึงจะกำหนดผู้แทนของเขาเองได้ตามความปรารถนาตามวิถีทางของประชาธิปไตย เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้แทนหรือคณะผู้แทนก็คือผู้รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นแห่งสังคม ซึ่งถูกกำหนดหรือเลือกตั้งโดยประชาชนของสังคมนั้นๆ นั่นเอง อันหมายถึงเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าระบอบการปกครองไม่เป็นประชาธิปไตย อำนาจในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมไม่ได้อยู่ในกำมือของประชาชนส่วนใหญ่ หากแต่ตกอยู่ในมือของชนกลุ่มน้อย ดังปรากฎการณ์ที่ผ่านมาในยุคทาส ยุคศักดินาและยุคทุนนิยมในปัจจุบัน ก็เป็นธรรมดาที่ชนกลุ่มน้อยนี้จะต้องเลือกหรือแต่งตั้งผู้แทนชนชั้นของเขาขึ้นเป็นผู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชนชั้น และในขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงไม่มีโอกาสที่จะกำหนดผู้แทนและมีคณะผู้แทนชนชั้นของตนเองได้ตามปรารถนา และดังนั้น คณะผู้แทนในสังคมเช่นนี้ก็เป็นเพียงคณะผู้แทนของชนกลุ่มน้อยเท่านั้นเอง ดังที่เป็นอยู่ในระบอบเผด็จการธนาธิปไตยในขณะนี้

กล่าวแต่โดยย่อก็คือ ระบอบการปกครองของสังคมที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่จึงจะมีโอกาสมีคณะผู้แทนดำเนินกิจการทางการเมืองแทนชนชั้นของเขาได้อย่างแท้จริง และระบอบการปกครองของสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่มีโอกาสมีคณะผู้แทนพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของเขาเลย หากคณะผู้แทนในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นนั้น ก็เป็นเพียงคณะผู้แทนรักษาผลประโยชน์ของชนกลุ่มน้อยที่กุมอำนาจเศรษฐกิจไว้ในกำมือเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มศักดินาหรือกลุ่มนายทุน ตามกาลสมัย หรือนัยหนึ่ง ชนชั้นใดเป็นผู้กุมอำนาจในทางเศรษฐกิจแห่งสังคม ชนชั้นนั้นก็จะมีคณะผู้แทนดำเนินกิจการทางการเมือง เพื่อพิทักษ์รักษาไว้และนำมาซึ่งผลประโยชน์ของเขา

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคณะผู้แทนของประชาชนส่วนใหญ่ หรือคณะผู้แทนของชนกลุ่มน้อย ต่างก็มีเจตจำนงตรงกันอยู่ประการหนึ่ง คือเจตจำนงที่จะพิทักษ์รักษาไว้และนำมาซึ่งผลประโยชน์ของกลุ่มที่ตนเป็นผู้แทน หรือพิทักษ์รักษาไว้และนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งชนชั้นของตัว

ด้วยประการฉะนี้ กฎหมายที่ถูกตราออกมาโดยคณะผู้แทนของชนชั้นใดก็เป็นกฎหมายที่มีลักษณะและสาระเพื่อพิทักษ์รักษาไว้ และนำมาซึ่งผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น

ดังเช่นกฎหมายในยุคทาส ก็พิทักษ์รักษาไว้และนำมาซึ่งผลประโยชน์ของนายทาส เช่น กฎหมายแห่งบาบิลอน ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “บุคคลหนึ่งอาจมีสิทธิเหนือบุคคลหนึ่งได้ เช่นเดียวกับที่เขามีสิทธิ์เหนือโคเหนือกระบือตัวหนึ่งฉะนั้น”

กฎหมายในยุคศักดินา ยุคทุนนิยม ก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่เป็นกฎหมายที่พิทักษ์รักษาไว้ และนำมาซึ่งผลประโยชน์ของพวกศักดินาและพวกนายทุนดังเช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับและหลายมาตราของไทยในปัจจุบันนี้

กฎหมายก็เช่นเดียวกับสรรพสิ่งต่างๆ ในโลก ในข้อที่ว่าไม่เป็นสิ่งคงกระพันหากย่อมเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้เสมอ ตามเจตจำนงของชนชั้นที่กุมอำนาจในทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมของสังคม

ดังนั้น การที่จะให้ได้มาซึ่งกฎหมายเพื่อพิทักษ์รักษาไว้และนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง ชนชั้นนั้นจะต้องช่วงชิงอำนาจทางการเมืองให้ได้เสียก่อน เพราะอำนาจทางการเมืองเป็นปัจจัยประการแรกและประการสุดท้ายในการเข้ากุมอำนาจรัฐ และเป็นหนทางเข้าสู่อำนาจทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจซึ่งจะยังผลให้ได้มาซึ่งกฎหมายที่จะรักษาผลประโยชน์แห่งชนชั้นของตน

ในยุคทาส เจ้าทาสเป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐ จึงตรากฎหมายออกมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเจ้าทาส

ในยุคศักดินา เจ้าศักดินาเป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐ จึงตรากฎหมายออกมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเจ้าศักดินา

ในยุคทุนนิยม เจ้าสมบัติหรือนายทุนเป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐ จึงตรากฎหมายออกมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเหล่าเจ้าสมบัติหรือนายทุน ดังที่เป็นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้

ฉะนั้น หากมหาชนอันเป็นชนส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งอยู่ร้อนนอนทุกข์เพราะถูกกดขี่ขูดรีดตลอดมา นับแต่ยุคทาส ยุคศักดินา และยุคทุนนิยมในปัจจุบัน ดังการมีกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชนชั้นของตน มหาชนก็จะต้องเจริญรอยตามเจ้าทาส เจ้าศักดินาและเจ้าสมบัติหรือนายทุน นั่นคือ การเข้ากุมอำนาจรัฐ และเมื่อนั้นมหาชนจึงจะมีกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของมหาชน และนั่นหมายถึงความอุดมสมบูรณ์และความผาสุก ที่มหาชนพึงจะได้รับจากสังคมร่วมกัน.
จากปทานานุกรม การเมือง ฉบับชาวบ้าน สุพจน์ ด่านตระกูล

บทความที่๒๕๙. การต่อสู้ทางชนชั้น ตอนที่๒ (จบ)

บัณฑิตทางประวัติศาสตร์อังกฤษได้ยกตัวอย่างสถาบันเรื่อง “ฐานันดร” และสถาบันที่เรียกว่า “ฐานันดร” ในอังกฤษมีอยู่สามฐานันดร ได้แก่ พวกพระ พวกขุนนาง และพวกสามัญชน แม้ว่าสถาบันฐานันดรทั้งสามนี้ยังคงมีอยู่ตามแบบพิธีแบ่งสถาบันออกเป็นสภาขุนนางและสภาสามัญชนก็ดี แต่การกำหนดฐานันดรนี้ก็ได้สูญเสียความสำคัญไปหมดแล้ว พร้อมกับที่ระบบศักดินาได้ถูกกวาดล้างไป และได้มีการแบ่งแยกกันใหม่เกิดขึ้นในสังคม คือชนชั้นของพวกนายทุนหรือเจ้าสมบัติกับชนชั้นของพวกคนงาน

ในฝรั่งเศสไม่มีการแบ่งแยกในเรื่อง ฐานันดร เหลือร่องรอยอยู่เลย และในอเมริกาสิ่งที่เรียกว่า ฐานันดร นี้ไม่เคยได้ยินกันเลย เพราะว่าในสมัยที่อเมริกาเติบโตขึ้นมา ระบบศักดินาแทบจะสูญไปหมดแล้ว

อะไรเล่าที่ทำให้เกิดขึ้นและแล้วได้สลายไปซึ่งความคิดและสถาบันดังกล่าวนั้น บัณฑิตทางวิทยาศาสตร์ได้ชี้ไว้ว่า ในที่ทุกหนทุกแห่งและทุกกาลสมัย ความคิดและสถาบันต่างๆ ย่อมจะบังเกิดขึ้นจากความคิดความประพฤติของผู้คนนั่นเอง ความประพฤติข้อแรกได้แก่การผลิตสิ่งที่เป็นเครื่องยังชีพ อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งหม่ และที่อยู่อาศัย ในหมู่ชนที่รวบรวมกันเป็นสังคมที่เป็นมาในประวัติศาสตร์ทุกกาลสมัย นับตั้งแต่สังคมชาติกุลในยุคดึกดำบรรพ์ สังคมทาส สังคมศักดินา และสังคมยุคทุนนิยมสมัยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและกลุ่มชนเหล่านั้นขึ้นอยู่แก่แบบหรือรูปแบบของการผลิตในสังคมนั้น สถาบันต่างๆ หาได้รับการคิดค้นสร้างขึ้นไว้ล่วงหน้าไม่ แต่ได้กำเนิดเติบโตขึ้นมาจากความประพฤติที่เป็นขนบธรรมประเพณีของกลุ่มชนนั้นๆ สถาบันก็ดี, กฎหมายก็ดี หลักแห่งศีลธรรมจรรยาก็ดี และความคิดอย่างอื่นๆ ก็ดี เพียงแต่ปรากฎเป็นรูปร่างออกมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีเหล่านั้นเท่านั้น และประเพณีนั้นเล่าก็สัมพันธ์อยู่โดยตรงกับแบบของการผลิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

พูดให้สั้นก็คือ สถาบันต่างๆ เป็นผลและเป็นสิ่งผูกพันอยู่กับแบบการผลิต สถาบันและความคิดต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเป็นอิสระแก่ตนเอง

เพราะฉะนั้น ผลต่อไปจึงเป็นว่า เมื่อแบบการผลิตได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้นว่า ได้เปลี่ยนแปลงจากแบบการผลิตของระบบเศรษฐกิจศักดินา ไปสู่การผลิตของระบบเศรษฐกิจนายทุน สถาบันและความคิดต่างๆ จึงได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย สิ่งที่เคยนับถือกันว่าชอบด้วยศีลธรรมจรรยาของยุคหนึ่ง ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนศีลธรรมจรรยาของอีกยุคหนึ่ง และในทางกลับกัน สิ่งที่ฝ่าฝืนศีลธรรมจรรยาของยุคหนึ่งก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยศีลธรรมของอีกยุคหนึ่ง และการณ์ก็เป็นไปตามธรรมชาติของมันในข้อที่ว่า เมื่อการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุบังเกิดขึ้น การขัดกันในรูปความคิดต่างๆ ก็จะเป็นผลติดตามมา สถาบันต่างๆ ที่มีอยู่เดิมก็จะพลันประสบความสั่นสะเทือน

ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้นเริ่มมาตั้งแต่การอุบัติขึ้นของชนชั้นทีเดียว นั่นคือ เริ่มมาตั้งแต่ยุคทาส กล่าวคือ เมื่อพวกทาสได้รับการกดขี่ข่มเหงจากนายทาสจนอยูในภาวะที่เรียกว่าสุดแสนจะทนทานได้ พวกทาสจึงได้ลุกขึ้นต่อสู้กับชนชั้นนายทาสหลายครั้งหลายหน

อย่างในกรณีที่มีชื่อเสียงโด่งดังของสปาตาคัส ซึ่งได้รวบรวมกองทัพทาสขึ้นต่อสู้กับพวกนายทาสอย่างองอาจกล้าหาญแต่ทว่าก็ต้องล้มเหลวลง เพราะว่าพวกเขาไม่มีจุดหมายปลายทางอันแน่นอนพวกเขาขาดการจัดตั้งอันเข้มแข็งเพื่อเป็นองค์การนำในการต่อสู้ของเขา และประการสุดท้ายและที่สำคัญยิ่งก็คือ การรวมกลุ่มของพวกเขาไม่เป็นเอกภาพ

แต่อย่างไรก็ดี จากการลุกขึ้นดิ้นรนต่อสู้ของพวกทาสหลายครั้งหลายหนยังผลทำให้ระบบสั่นสะเทือน และในที่สุดก็พังทะลายลงพร้อมกับที่สังคมศักดินาได้เข้ามาแทนที่ และในสังคมนี้ก็เช่นเดียวกับสังคมทาสในข้อที่ยังปรากฏชนชั้น ในเมื่อมีชนชั้นมันก็ย่อมหลีกหนีการกดขี่ขูดรีดไปไม่พ้น และดังนั้นการดิ้นรนต่อสู้ทางชนชั้นก็ดำเนินต่อไป นั่นคือการต่อสู้ของพวกเลก (ซึ่งกลายมาจากทาส) พวกไพร่กับพวกเจ้าศักดินา

ในประวัติศาสตร์ของแทบทุกประเทศ ได้ปรากฏการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างพวกเลกหรือไพร่กับพวกศักดินา และตลอดยุคศักดินาพวกไพร่พวกเลกได้ลุกฮือทำการปลดแอกศักดินาหลายครั้งหลายหน และในที่สุด ระบบศักดินาก็ถึงซึ่งกาลอวสานลงไปอีกเช่นเดียวกับระบบทาส และพร้อมกับการปรากฏตัวออกมาของระบบทุนนิยม และในระบบนี้ก็เช่นเดียวกับระบบก่อนๆ ที่การณ์ยังคงปรากฏอยู่ของชนชั้น และก็หลีกเลี่ยงจากการต่อสู้ดิ้นรนไปไม่พ้นเช่นเคย นั่นคือการต่อสู้ดิ้นรนของชนชั้นคนงานกับชนชั้นเจ้าสมบัติ หรือนัยหนึ่งชนชั้นผู้ถูกกดขี่ขูดรีดกับชนชั้นผู้กดขี่ขูดรีด

จะเห็นได้ว่าการต่อสู้ทางชนชั้นตั้งแต่ระบบทาสจนกระทั่งถึงระบบทุนนิยม ถึงแม้ว่าจะมีชื่อของชนชั้นแตกต่างกันก็ตาม แต่ทว่ามันก็มีเนื้อหาและความหมายอย่างเดียวกันนั่นเอง นั่นคือ การต่อสู้ของชนชั้นผู้ถูกกดขี่ขูดรีดกับชนชั้นผู้กดขี่ขูดรีด และแม้จะมีรูปแบบของการต่อสู้ดิ้นรนแตกต่างกันไปก็ตาม แต่ทว่าเนื้อหากของการต่อสู้ดิ้นรนแล้วก็เป็นอย่างเดียวกัน นั่นคือเพื่อแก่การปลดเปลื้องภาวะของการถูกกดขี่ขูดรีดออกไป

รูปการต่อสู้ดิ้นรนของชนชั้นขั้นมูลฐานที่สุด คือการดิ้นรนต่อสู้เพื่ออำนาจทางการเมือง ซึ่งในกรณีแห่งการดิ้นรนต่อสู้ของชนชั้นคนงานในทุกวันนี้ เป็นการดิ้นรนต่อสู้เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยของประชาชน นี่คือเงื่อนไขอันจำเป็นที่จะให้ได้มาก่อน เพื่อปลดปล่อยชนชั้นคนงานและสังคมทั้งหลายให้พ้นจากการถูกขูดรีด

เมื่อได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยของประชาชนขึ้นแล้ว การดิ้นรนต่อสู้ของชนชั้นก็หาได้สิ้นสุดลงไม่ หากเป็นการดิ้นรนต่อสู้ในรูปใหม่ แต่ทว่าจุดมุ่งหมายปลายทางและท้ายที่สุดนั้น ก็คือการเลิกล้มการดิ้นรนต่อสู้ของชนชั้น โดยการขจัดเสียซึ่งชนชั้น ทั้งนี้เป็นการยกระดับสังคมขึ้นไปสู่ระดับใหม่คือระดับที่สูงขึ้นไป นั่นคือ สังคมที่ส่วนรวมได้รับผลดีและส่วนตัวของแต่ละคนก็ได้รับผลดีด้วย และนั่นคือ สังคมคอมมิวนิสต์หรือสังคมพระศรีอาริย์

การต่อสู้ทางชนชั้นนั้นจะไม่สะดุดยุติลง ตราบที่ปรากฏยังมีชนชั้นอยู่ในสังคม การต่อสู้วันนี้อาจจะอ่อนแอและยืดเยื้อ แต่วันหน้าอาจจะแข็งแกร่งและรวดเร็วก็ได้ ในเมื่อพลังการต่อสู้ของประชาชนผู้ถูกกดขี่ขูดรีดได้หลอมตัวเข้าเป็นเอกภาพ

อนึ่ง เกี่ยวกับการต่อสู้ทางชนชั้น นักโฆษณาชวนเชื่อของระบบทุนนิยมได้กล่าวหาว่านักลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินเป็นผู้ปลุกระดมให้มีการต่อสู้ทางชนชั้น หรือนัยหนึ่งการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นประดิษฐกรรมของนักลัทธิมาร์กซ์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้สาระ เพราะดังที่กล่าวแล้วในตอนต้นว่าการต่อสู้ทางชนชั้น ได้อุบัติขึ้นครั้งแรกเมื่อมีการแบ่งคนในสังคมเดียวกันออกเป็นชนชั้น ตั้งแต่ในยุคครองทาสนั้นแล้วและสืบต่อกันมาจนบัดนี้ และผู้ที่ก่อให้เกิดการแบ่งชนชั้นขึ้นในสังคมก็หาใช่ใครที่ไหนไม่ ก็คือ เจ้าทาสผู้กดขี่ขูดรีดขั้นปฐมภูมินั่นเอง และต่อมากืคือเจ้าศักดินาในยุคศักดินา และเจ้าสมบัติหรือนายทุนในยุคทุนนิยมปัจจุบัน

มาร์กซ์ปฐมาจารย์แห่งลัทธิคอมมิวนิสม์ เป็นแต่เพียงชี้ให้เห็นและชี้แนวทางในการต่อสู้เพื่อยกเลิกการแบ่งชนชั้นเท่านั้น และนักลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินเพียงแต่เดินตามหนทางแห่งการต่อสู้ทางชนชั้นที่มาร์กซ์ชี้แนวไว้เท่านั้น และจากการต่อสู้ทางชนชั้น พรรคแห่งลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินก็จะได้เข้ากุมอำนาจรัฐและใช้อำนาจเผด็จการนำพารัฐ เรียกว่าเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ (เผด็จการต่อนายทุน)เพื่อนำไปสู่การยุติแห่งการต่อสู้ทางชนชั้นในที่สุด.
จากหนังสือ ปทานานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน - สุพจน์ ด่านตระกูล

บทความที่ ๒๕๘. การต่อสู้ทางชนชั้น ตอนที่๑

การต่อสู้ทางชนชั้น

“การต่อสู้การชนชั้น” ได้มีมาในประวัติศาสตร์อันยาวนาน นับแต่ก่อกำเนิดชนชั้นขึ้นมา คือนับตั้งแต่มีระบบทาสในช่วงยุคสมัยอนารยชนนั้นทีเดียว

การเสื่อมสลายของชุมชนบุพกาล พร้อมกับการก่อกำเนิดของระบบกรรมสิทธิ์ปัจเจกชน จากการผลิตเพื่อความจำเป็นในการดำรงชีพกลายเป็นการผลิตเพื่อเป็นการค้า ทุกๆ ด้านของการผลิตได้เพิ่มปริมาณขึ้น เช่น การเลี้ยงสัตว์ การกสิกรรม การหัตถกรรม และจากการขยายตัวของการผลิตนี้เอง ทำให้สมาชิกแต่ละชาติวงศ์หรือต้องเพิ่มปริมาณของงานมากขึ้น จึงเป็นการขวนขวายแสวงหาแรงงานมาเพิ่มเติมในการผลิตที่มากขึ้น เพื่อให้ปริมาณการผลิตสูงขึ้น เพื่อความมั่งคั่งสมบูรณ์ของเจ้าของผลิตผล

เราจึงเห็นได้ว่า โดยการทวีขึ้นของผลิตภาพแห่งแรงงาน อันได้แก่การทวีโภคทรัพย์และการขยายขอบเขตแห่งการผลิตให้กว้างขวางออกไป จึงทำให้บังเกิดการแบ่งแยกอันสำคัญของสังคมออกเป็นสองชนชั้น คือชนชั้นที่เป็นนาย กับชนชั้นที่เป็นทาส หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ตราบแต่นั้นที่มีการแบ่งสังคมออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายเบียดเบียนและฝ่ายถูกเบียดเบียน หรือฝ่ายกดขี่ขูดรีดกับฝ่ายถูกกดขี่ขูดรีด การต่อสู้ทางชนชั้นก็ถือกำเนิดขึ้นมา

เมื่อสังคมเข้าสู่ระบบทาส-นายทาสเพราะเหตุแห่งยึดถือในกรรมสิทธิ์ปัจเจกชนอันนำไปสู่การแสวงหาแรงงานมาผลิตผลิตผลให้มากๆขึ้น เพื่อความมั่งคั่ง แรงงานที่ได้มาอย่างแรงคือแรงงานจากพวกทาสที่ได้มาจากฝ่ายชาติวงศ์ที่พ่ายแพ้แต่อีกชาติวงศ์หนึ่งในการสงครามแย่งชิงกรรมสิทธิ์ ในอาณาเขตอยู่อาศัย แม้ว่าทาสจะเป็นมนุษย์ที่มีอาการ ๓๒ ประการ มีความรู้สึกเย็น ร้อน เกลียด กลัว รัก และชัง เช่นเดียวกับมนุษย์ที่เรียกตนว่าเป็นนายทาส แต่พวกทาสก็ถูกปฏิบัติเสมือนหนึ่งสัตว์เลี้ยง

เมื่อนายทาสเร่งปริมาณในการผลิตเพื่อสะสมความมั่งคั่ง พวกทาสจึงถูกต้อนไปสู่โรงงานและสู่ทุ่งนาเป็นฝูงๆ เช่นเดียวกับฝูงสัตว์ ติดตามมาด้วยการเฆี่ยนตีหรือทรมานอย่างทารุณโหดร้าย ดังนั้นการต่อสู้ทางชนชั้นก็ถือกำเนิดขึ้น

การต่อสู้ทางชนชั้น คือรูปแบบของการดิ้นรนต่อสู้ระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกชนชั้นหนึ่ง และแสดงให้เห็นผลประโยชน์ของชนชั้นที่อริต่อกันอย่างไม่มีวันจะปรองดองกันได้ ประวัติศาสตร์สังคมก็คือประวัติศาสตร์แห่งการดิ้นรนต่อสู้ทางชนชั้นนั่นเอง

การต่อสู้ดิ้นรนทางชนชั้นนี้เองได้เป็นกำลังผลักดันวิวัฒนการของสังคมอย่างสำคัญ เท่าที่เราได้มายืน ณ บัดนี้ ก็เพราะแรงของการผลักดันจากผลของการดิ้นรนต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้ทางชนชั้นแต่ละยุคสมัย บ้างก็เป็นไปด้วยความอ่อนแอและยืดเยื้อ แต่บางกาละก็เป็นไปด้วยความแข็งแกร่งและรวดเร็ว แต่ทว่าจนบัดนี้ยังไม่มีการหยุดยั้งเลยตราบเท่าที่อุบัติชนชั้นขึ้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ! และจะมีต่อไปจนกว่าชนชั้นจะสลายไปจากสังคม และการต่อสู้ทางชนชั้นอาจเป็นการต่อสู้ทางสันติ หรือถ้าวิธีต่อสู้ทางสันติไม่อาจเป็นไปได้ ก็อาจมีการต่อสู้ที่รุนแรงไม่สันติเกิดขึ้น การต่อสู้นั้นย่อมกระทบถึงทุกๆ คนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม ทุกๆ คนไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการถูกกระทบกระเทือนจากการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ถ้าไม่ถูกกระทบโดยตรงก็อาจถูกกระทบโดยปริยาย

การต่อสู้ระหว่างชนชั้นที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน เป็นกำลังผลักดันสำคัญในการคลี่คลายขยายตัวของสังคมมนุษย์ และพร้อมกันไปกับการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนั้น ก็ได้มีการเจริญเติบโตของวิทยาการแขนงต่างๆ ติดตามมาด้วย ความเติบโตจำเริญแห่งอำนาจของมนุษย์ที่มีเหนือธรรมชาติและอำนาจของมนุษย์ในอันที่จะผลิตสิ่งของตามที่ตนต้องการ

การค้นพบเครื่องจักรที่ทำงานได้โดยอาศัยแรงกำลังต่างๆ เป็นความก้าวหน้าอย่างสำคัญแก่ผลิตกรรม แต่การค้นพบเครื่องจักรในยุคแรกนี้มันไม่ได้นำมาแต่ความก้าวหน้าในการผลิตเท่านั้น แต่มันนำมาซึ่งการทำลายกิจกรรมของผู้ผลิตที่มีเครื่องปั่นและเครื่องทอผ้าของตนเอง ทั้งนี้เพราะเครื่องหัตถกรรมแรงงานธรรมดาๆ ไม่อาจจะแข่งขันกับเครื่องจักรที่คนงานคนหนึ่งสามารถคุมเครื่องจักรให้ผลิตผ้าได้ปริมาณมากว่าที่แรงงานของคนหนึ่งคนจะทำได้ทั้งสัปดาห์

ดังนั้นแล้วเจ้าของเครื่องมือการผลิตด้วยแรงงานคนไม่มากนัก จึงต้องหลีกทางให้แก่คนสองจำพวก จำพวกหนึ่งได้แก่ชนชั้นนายทุนที่มีเครื่องจักรการผลิตแต่ไม่ได้ใช้เครื่องจักรด้วยตนเอง และอีกพวกหนึ่งคือพวกชนชั้นคนงานอุตสาหกรรมที่ไม่มีเครื่องมือในการผลิต แต่ทำงานแลกกับค่าจ้างจากเจ้าของเครื่องจักร คือนายทุน เจ้าสมบัติ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมานี้บังเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ใดจะได้สำนึก และโดยที่ไม่มีผู้ใดกะการไว้ล่วงหน้าเลย การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลโดยตรงของความรู้ใหม่ที่คนไม่กี่คนได้ประสบมา และนำมาใช้เพื่อการผลิตเพื่อความมากมูนพูนผลของเขาเอง โดยไม่ได้คาดถึงผลภายหน้าหรือปรารถนาจะได้เห็นผลความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอันจะติดตามมาในภายหลัง นี้เป็นความจริงแก่การเปลี่ยนแปลงทั้งมวลในสังคมมนุษย์

กล่าวคือ มนุษย์ได้รับความรู้เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ และได้นำความรู้ใหม่ที่ได้ออกใช้ในการผลิต และโดยการกระทำเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงทางสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเหล่านี้ ได้นำไปสู่การขัดกันในระหว่างชนชั้น ซึ่งได้บังเกิดขึ้นในรูปขัดกันในเรื่องความคิด หรือเรื่องสถาบัน ได้แก่การขัดกันในเรื่องศาสนา ในเรื่องรัฐสภา ในเรื่องความยุติธรรมและเรื่องอื่นๆ การขัดแย้งกันแสดงออกมาในเรื่องต่างๆ ดังกล่าวนั้น ก็เพราะว่าความคิดและสถาบันที่ปรากฏในเวลานั้น ได้ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมาจากแบบการผลิตและความสัมพันธ์ของชนชั้นที่มีอยู่เดิม

บทความที่ ๒๕๗. คุยกันเรื่องท่านปรีดีฯ ตอนที่ ๔ (จบ)

คุยกันเรื่องท่านปรีดีฯ

เป็นบทสัมภาษณ์ ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ผู้ที่ได้ใกล้ชิดรับรู้เรื่องราวของท่านปรีดีในช่วงเวลาที่ท่านปรีดีฯพำนักอยู่ที่ฝรั่งเศส,โดยคณะผู้จัดทำหนังสือ “วันปรีดี พนมยงค์”
ถาม นอกจากนี้ มีบทเรียนอะไรที่ท่านได้จากท่านอาจารย์ปรีดีฯ ที่ท่านคิดว่าประทับใจบ้างครับ ?

ตอบ เหมือนเดิมน่ะครับ มีมากมาย จนจำไม่หวาดไม่ไหว ที่ผมคิดว่าสำคัญก็คือ เมื่อศึกษาจากประวัติของท่าน ท่านทำบุญคุณให้กับประเทศชาติของเราแค่ไหนมากมายมหาศาล แต่สิ่งที่ท่านได้รับ มันไม่สมควรกันเลย คิดๆ แล้วก็น่าสงสารท่าน ท่านกลับไม่สงสารตัวเองเลยน่ะครับ ผมเชื่อว่าท่านสงสารประเทศไทยเพราะท่านสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย แต่ท่านไม่มีโอกาสทำ

ท่านเคยเล่าว่า ตอนที่ท่านมีประสบการณ์ท่านก็ไม่ได้มีอำนาจ ตอนที่ท่านมีอำนาจ ท่านก็ยังไม่มีประสบการณ์พอ แต่ก็อีกล่ะครับ คนดีๆ อย่างท่านพอมาเจอการเมืองแย่ๆ ท่านก็คงเอาชนะไม่ได้ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ได้ท้อถอย และยังห่วงใยประเทศชาติตลอดเวลา สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่พวกเราทุกคนควรจะสังวรเอาไว้ ควรจะเอาเป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าเราศึกษาจากท่านแล้ว อุปสรรคใดๆ ที่เกิดกับเราในระห่ว่างการทำงาน การมีชีวิตอยู่ในฐานะเป็นคนไทยมันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เกิดกับท่านน่ะครับ

สิ่งที่เราได้ทำให้กับประเทศชาติ มันก็คงน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่ท่านได้ทำไปแล้ว ท่านก็ยังยืนหยัดอยู่กับหลักการ ยืนหยัดและรักชาติ ถ้าเราได้ศึกษากันจริงๆแล้ว จะเห็นว่า ดีและเก่งขนาดท่านยังเจออย่างนี้ได้ นับประสาอะไรกับเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเจอมันเล็กนิดเดียว เมื่อมีอุปสรรคมันต้องสู้ได้แน่ๆ ก็จะเกิดกำลังใจ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนสำคัญ และท่านปรีดีฯ เองก็คงภูมิใจ แม้ว่าท่านจะไม่ได้พูดออกมา แต่ในหลายๆ โอกาสท่านก็ได้เคยแสดงออกมา ก็คือ ความภูมิใจของท่านที่มีภริยาดีและมีครอบครัวที่ดี ท่านผู้หญิงพูนศุขฯ อยู่เคียงข้างท่านอาจารย์ปรีดีฯ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ จะรุ่งเรือง หรือถูกเขารังแกอย่างไร ต้องหลบลี้ หนีภัย ติดคุก ท่านผู้หญิงเจอมาแล้วทั้งนั้น และท่านก็ยังแข็งแกร่ง ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจให้อาจารย์ปรีดีฯ อยู่ตลอด

แม้กระทั่งทุกวันนี้ ท่านก็พยายามสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านปรีดีฯ ร่วมกับลูกๆ หลานๆ ของท่าน ท่านผู้หญิงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแง่ที่สามารถทำให้อาจารย์ปรีดีฯ และท่านผู้หญิงดำรงชีวิตอย่างสมถะ แต่มีความสุขอย่างเรียบง่ายได้ จนทุกวันนี้ ท่านผู้หญิงก็ยังปฏิบัติตนอย่างนั้นอยู่น่ะครับ นับเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นบทเรียนที่ล้ำค่าสำหรับทุกๆคน.

จากหนังสือ “วันปรีดี พนมยงค์ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑”
ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ในปี ๒๕๔๑ เป็นรองผู้แทนไทยฯ แห่งสำนักผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทย ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

บทความที่ ๒๕๖. คุยกันเรื่องท่านปรีดีฯ ตอนที่ ๓

คุยกันเรื่องท่านปรีดีฯ

เป็นบทสัมภาษณ์ ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ผู้ที่ได้ใกล้ชิดรับรู้เรื่องราวของท่านปรีดีในช่วงเวลาที่ท่านปรีดีฯพำนักอยู่ที่ฝรั่งเศส,โดยคณะผู้จัดทำหนังสือ “วันปรีดี พนมยงค์”
ถาม มีอะไรที่คุณจิรย์วัฒน์ ประทับใจเกี่ยวกับท่านปรีดีฯ อื่นๆ อีกไหมครับ ที่อยากจะเล่าให้พวกเราฟัง ?

ตอบ มีเยอะเลยครับ เรื่องความประทับใจในตัวท่าน ผมขอยกแค่สองเรื่องก็แล้วกันน่ะครับ เรื่องแรกคือเมื่อตอนที่ผมจะเขียนวิทยานิพนธ์ ผมก็ไปเรียนท่านว่า คนเราทำวิทยานิพนธ์ไปเพื่อให้ได้ปริญญาเอก เพียงเพื่อประกาศให้โลกเขารู้หรือว่าเรารู้ มันจะมีประโยชน์อะไร ความรู้ก็คือความรู้ ก็เลยถามท่านว่า ทำไมท่านถึงต้องเขียนวิทยานิพนธ์เพื่อให้ได้ปริญญาเอก ท่านก็ตอบช้าๆ ตามแบบของท่านน่ะครับว่า คนที่มีสัมมาทิฏฐิ มีปัญญา มีเงินทองและมีโอกาสที่ได้เรียน ก็จำเป็นต้องทำให้มันได้ เพื่อว่าจะได้ใช้สิ่งที่เราได้ให้เป็นที่พึ่งทางปัญญาแก่ผู้ที่ไม่มี่โอกาสได้มาศึกษาอย่างเรานี่ครับ

ผมฟังแล้วก็รู้สึกเลยว่า ผมต้องทำให้ได้ มันไม่ใช่ทำเพื่อตัวเราเอง เพราะต้องทำเพื่อคนอื่นด้วย เมื่อช่วยใครได้แล้วต้องช่วย ไม่ใช่ทำไปเพื่อข่มคนอื่นเขา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจมากและรู้สึกว่ามันทำให้เกิดแสงสว่าง ทำให้เกิดความเพียรพยายามจริงๆ

อีกตัวอย่างหนึ่งมันค่อนข้างเศร้าน่ะครับ คือ เมื่อกลางๆปี ค.ศ.๑๙๘๑ บุตรชายคนโตของท่านคือ พี่ปาล พนมยงค์ อยู่ที่เมืองไทยและไม่สบายมากเป็นมะเร็งที่ลำไส้ หมอก็บอกว่า อาจจะเสียชีวิต ในช่วงนั้นท่านผู้หญิงก็บินไปอยู่ที่เมืองไทยรวมทั้งพี่ๆ บางคนด้วย ผมก็โชคดีกำลังจะส่งวิทยานิพนธ์ ก็ได้มีโอกาสได้บินไปที่ปารีส เลยได้ไปอาศัยอยู่กับท่านปรีดีฯ อีกพักหนึ่ง ก็ไปคุยกับท่านหลายๆเรื่องและได้อยู่เป็นเพื่อนท่านนิดหน่อย วันหนึ่งในขณะที่เราเดินไปสวนในช่วงบ่ายๆ ท่านเดินอยู่กับผม แล้วก็มีเด็กเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่ วิ่งมาใกล้ๆ ท่าน ท่านก็ก้มลงไป ค่อยๆ เอามือลูบศรีษะเด็กคนนั้น บอกว่า

“ปาลนี่ไม่น่าอายุสั้นเลย ยังไม่ได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้ประเทศชาติคุ้มกับที่เกิดมาเลย”

ได้ฟังแล้วผมแทบน้ำตาตกน่ะครับ นึกถึงว่าคนที่ลูกต้องอยู่ห่างไกลกัน กำลังไม่สบายหนัก ไม่ทราบว่าจะรอดหรือไม่ สิ่งที่ท่านนึกถึงก็คือว่ายังไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติคุ้มค่า ผมไม่แน่ใจว่า ผมจะได้ยินจากคนอื่นในชีวิตนี้ ผมประทับใจมาก และรู้สึกว่า นี่คือความผูกพันที่ท่านมีต่อประเทศชาติของเรา น่าเสียดายน่ะครับที่ประเทศชาติของเราไม่ได้ผูกพันกับท่านเหมือนกับที่ท่านผูกพันกับประเทศชาติของเรา.

บทความที่ ๒๕๕. คุยกันเรื่องท่านปรีดีฯ ตอนที่๒

คุยกันเรื่องท่านปรีดีฯ
เป็นบทสัมภาษณ์ ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ผู้ที่ได้ใกล้ชิดรับรู้เรื่องราวของท่านปรีดีในช่วงเวลาที่ท่านปรีดีฯพำนักอยู่ที่ฝรั่งเศส,โดยคณะผู้จัดทำหนังสือ “วันปรีดี พนมยงค์”
ถาม และได้ไปศึกษาอะไร ตอนไหนที่เกี่ยวกับท่านมากขึ้นอีกหรือครับ ?

ตอบ ครับ ผมได้ไปศึกษาเกี่ยวกับท่านอีกมาก เพราะตอนที่ผมไปหาท่าน บางทีตอนเช้าๆ ท่านจะอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศส ฟังวิทยุภาษาฝรั่งเศส และผมก็ต้องฟังวิทยุ BBC ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษและอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ และเมื่อทานอาหารเสร็จก็ต้องไปถกกับท่าน จริงๆ แล้วไม่ใช่ถกหรอกครับ คือ ท่านพยายามสอนผมน่ะครับ ท่านก็สอนในแง่ที่ว่า ฝรั่งเศสเขามองอย่างไร วิทยุเขาว่าอย่างไร หนังสือพิมพ์เขาว่าอย่างไร ในเรื่องซึ่งเป็นเรื่องทีน่าสนใจสำหรับวันนั้นๆ และท่านก็ให้ผมบอกว่าอังกฤษเขามองอย่างไร และท่านก็จะบอกว่า ตอนที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี่ ถ้าเรื่องเป็นอย่างนี้ ท่านจะคิดจะทำอย่างไร ท่านก็สอนผมในแง่นี้น่ะครับ ผมก็ได้ไปบ้าง ว่าอะไรคือข่าวสาร อะไรคือความจริง และความจริงก็มีวิธีมองที่แตกต่างกันไป นี่คือวิธีสอนของท่าน ต่อมาผมก็สนใจมากเกี่ยวกับชีวิตและงานของท่าน

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมเรื่อง “Thai Foreign Policy ๑๙๓๒-๑๙๔๖” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศของไทยในช่วงที่ท่านเปลี่ยนแปลงการปกครองจนไปถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีหลายๆ เรื่องซึ่งผมได้รับความกรุณาจากท่าน ทั้งในแง่เอกสาร บางทีผมไปอ่านเอกสารแล้วเรื่องมันต่อไม่ติด ผมก็ต้องไปกราบเรียนท่านจดไปเป็นข้อๆ แล้วไปถามท่าน ท่านก็กรุณาเล่าให้ฟัง ผมก็เอาบางส่วนมาปะติดปะต่อกัน จนสามารถเขียนวิทยานิพนธ์จบไปได้ ผมเป็นหนี้บุญคุณท่านมาก

ถาม ขอถามเกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของท่านปรีดีฯ ได้ไหมครับ ว่าวันๆหนึ่งตอนที่ท่านไปหา ท่านปรีดีฯ ทำอะไรบ้างครับ ?

ตอบ ความจริงเรื่องนี้ควรจะไปเรียนถามท่านผู้หญิงหรือลูกหลานท่านน่ะครับ แต่ผมขอเล่าสั้นๆ ว่า ตอนที่ไปเจอท่าน ท่านมักจะตื่นแต่เช้า ฟังวิทยุและอ่านหนังสือพิมพ์ ท่านก็จะรับประทานอาหารเช้า สักพักหนึ่งผมก็เข้าไปคุยด้วยเรื่องข่าวอย่างที่ได้เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่น่ะครับ วิเคราะห์ข่าวเสร็จแล้ว ท่านก็จะเริ่มทำงานประจำวันของท่าน งานนี้ก็เป็นงานจริงๆ นะครับ เป็นงานขีดเขียน ค้นคว้าส่วนใหญ๋ก็มีสมาคมหรือใครต่อใครมาขอคำขวัญ ท่านก็จะเขียนเป็นเรื่องเป็นราว อย่างเช่น เรื่องความเป็นชาติ ชาตินิยมคืออะไร หรือว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์มีปัญหาอย่างไร ท่านมีความสนใจมากในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับประเทศชาติ ท่านก็จะพูดเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอะไรต่อมิอะไรของท่าน ท่านก็จะเขียนและให้เลขาฯ ซึ่งเป็นหลานสาวท่านพิมพ์ครั้งละ ๔-๕ ชุดด้วยกัน เพราะสมัยก่อนยังไม่มีคอมพิวเตอร์ จนชุดล่างๆ แทบจะขาวจางไม่เห็นหมึก แล้วท่านก็จะเอาชุดหนึ่งมาตัดต่อ มาปรับปรุงโดยเก็บต้นฉบับไว้ เพราะฉะนั้นคำขวัญชิ้นหนึ่งท่านจะใช้เวลาเป็นสัปดาห์ คือ ให้เลขาฯ พิมพ์แล้วเอากลับมาแก้ มาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม อ้างหลักฐานตามที่ท่านเคยได้เชียนเอาไว้

จนกระทั่งถึงช่วงกลางวัน บางทีท่านก็จะทำงานอีกนิดหนึ่ง แล้วท่านก็จะนอนพักจนประมาณสามสี่โมง ท่านก็จะทานน้ำชา แล้วจะออกไปเดินเล่นหรือไปที่โน้นทีนี่ ผมก็โชคดีคือได้มีโอกาสพาท่านไปเดินพาร์ค ไปที่โน้นที่นี่ ไปหลายๆ ที่ด้วยกัน ไปกันสองคนบ่อยๆ ผมก็ได้ฟังท่านเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผ่านบ้านคนเวียดนามท่านก็เล่าประวัติคนนั้น คนนี้ เรื่องไทยกับเวียดนาม อะไรต่ออะไร ซึ่งผมก็ได้ประโยชน์มาก พอกลับมาเย็นๆ ประมาณ ๖ โมง ท่านก็อาบน้ำอาบท่า และก็รับประทานอาหารเย็น คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ฟังวิทยุบ้าง ดูทีวีบ้าง เว้นสิ่งหนึ่งที่ท่านจะคอยอยู่เรื่อยๆ ก็คือ ห่อหนังสือพิมพ์ที่ลูกศิษย์ลูกหาท่าน ส่งไปให้จากเมืองไทยเกือบทุกวันน่ะครับ ซึ่งท่านก็ใจจดใจจ่อและรู้สึกว่ามีมิตรแท้ของท่านบางคนได้ส่งมาให้เป็นประจำ เมื่อตอนที่มี Post Strike ท่านบอกว่าเสียหายมาก เพราะไปรษณีย์ไม่มี ท่านจึงไม่ได้รับข่าวสารจากเมืองไทย สมัยก่อนหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับ คนที่กรุณาส่งหนังสือพิมพ์ให้ท่านอ่านประจำคือ คุณปราโมทย์ พึ่งสุนทร ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งท่านเรียกเสมอว่าเป็นมิตรผู้ซื่อสัตย์ของท่าน

นอกจากนี้ บางวันท่านก็จะมีแขกไปเยี่ยมเยียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นตอนบ่าย ท่านก็มักจะชวนทานน้ำชาด้วย บางวันเราก็เดินไปตลาดด้วยกัน วัตรปฏิบัติของท่านปรีดีฯ นั้นเรียบง่ายจริงๆ น่าภูมิใจน่ะครับ คนที่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้แต่ใช้ชีวิตอย่างสมถะเหลือเกิน.

Tuesday, September 4, 2007

บทความที่๒๕๔.คุยกันเรื่องท่านปรีดีฯ ตอนที่๑

คุยกันเรื่องท่านปรีดีฯ

เป็นบทสัมภาษณ์ ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ผู้ที่ได้ใกล้ชิดรับรู้เรื่องราวของท่านปรีดีในช่วงเวลาที่ท่านปรีดีฯพำนักอยู่ที่ฝรั่งเศส,โดยคณะผู้จัดทำหนังสือ “วันปรีดี พนมยงค์”

ถาม หลายคนเห็นว่าท่านโชคดีที่ได้เคยใกล้ชิดกับ ดร.ปรีดีฯ ไม่ทราบว่าท่านใกล้ชิดในช่วงใดครับ ?

ตอบ ผมโชคดีจริงๆ ครับที่มีโอกาสได้รู้จักและใกล้ชิดกับท่านอาจารย์ปรีดีฯ พอสมควร ตอนที่ท่านอาจารย์และท่านผู้หญิงย้ายมาอยู่ที่ปารีสแล้วในช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๗๐ น่ะครับ ช่วงนั้นผมเป็นนักศึกษาอยู่ที่อังกฤษ ท่านทั้งสองรวมทั้งครอบครัวกรุณาผมมากครับ ผมได้ไปกราบท่านที่ปารีสหลายครั้ง

ถาม เห็นเรียกอาจารย์ปรีดีฯ เคยเป็นลูกศิษย์หรือครับ ?

ตอบ จะว่าเป็นก็เป็นน่ะครับ เป็นลูกศิษย์เพราะได้เรียนรู้อะไรต่ออะไรจากท่านมากจริงๆ รวมทั้งการดำรงชีพอย่างเรียบง่าย สมถะ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น คิดแต่จะทำตนให้เป็นประโยชน์เพื่อสนองคุณประเทศชาติและราษฎรไทย ไม่อาฆาตมาดร้าย ให้ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ และทำเพื่อมวลชนส่วนใหญ่เป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ท่านดำรงตนเป็นตัวอย่างตลอดชีวิตก็ว่าได้นะครับ

ผมโชคดีได้เป็นศิษย์ท่าน ก็คงได้อะไรมาบ้าง ก็หวังว่าอย่างนั้นน่ะครับ แต่ถ้าจะมองในแง่ที่เคยเป็นลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองอย่างพวก ต.ม.ธ.ก. แล้ว ก็ไม่เคยหรอกครับ ผมเกิดไม่ทัน เกิดมาท่านก็ต้องลี้ภัยไปเมืองจีนเสียแล้ว คุณพ่อผมสิครับเคยเป็นลูกศิษย์ท่านที่โรงเรียนกฎหมายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

คุณพ่อยังเคยเล่าว่าได้ไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมที่บ้านท่านปรีดีฯ แต่ท่านไม่เคยคิดเงินเลย ท่านสอนเพราะอยากให้ลูกศิษย์รู้วิชา และตอนที่คุณพ่อจบเนติบัณฑิตแล้ว ท่านปรีดีฯ กำลังจัดตั้งเทศบาลขึ้นปกครองท้องถิ่น ก็ได้กรุณาแนะนำคุณพ่อผมให้ไปสอบเลยครับ เรื่องเหล่านี้ผมมาทราบหลังจากได้มีโอกาสรู้จักท่านและกลับไปรับราชการที่เมืองไทยแล้ว

ถาม แล้วทำไมคุณจริย์วัฒน์ ถึงรู้จักและใกล้ชิดท่านปรีดีฯ ได้ละครับ ?

ตอบ เรื่องมันยาวน่ะครับ เมื่อตอนที่ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั่นน่ะครับ ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับท่านอาจารย์ปรีดีฯ มากนักนอกจากว่าท่านเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย เมื่อไปเรียนต่อที่อังกฤษแล้วก็ยังไม่ได้รู้จักอะไรนักหนาน่ะครับ อ่านๆ เขียนๆ ก็ได้เรียนทาทางรัฐศาสตร์ด้วย ทางกฎหมายด้วย ก็กลับไปอ่านที่เมืองไทยบ้าง พอรู้เรื่องราวบ้างว่ามีใคร มีอะไร อย่างไร จนกระทั่งได้ข่าวมาว่าท่านอาจารย์ปรีดีฯ มาอยู่ที่ปารีส แล้วก็ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับท่านบ้าง รู้สึกทึ่งว่าท่านมีความสามารถ เช่น เมื่ออายุ ๓๒ ปี ก็ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน และเมื่ออายุ๓๔-๓๕ ท่านก็เป็นรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง จนกระทั่งท่านได้นำชาติให้พ้นภัยช่วงสงคราม ก็สนใจนะครับ

ความสนใจจริงๆ จังๆ เริ่มตอนที่ผมเป็นกรรมการของสามัคคีสมาคมที่อังกฤษ และได้เป็นตัวแทนไปร่วมงานสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมนี ท่านปรีดีฯ ได้แสดงปาฐกถาซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับใจผมที่สุด คือ ท่านเริ่มปาฐกถาโดยบอกว่า สิ่งที่ท่านจะพูดต่อไป ไม่ต้องเชื่อ แต่ให้นำกลับไปตรองว่ามีตรรกะ ความเป็นจริง หรือหลักฐานสนับสนุนหรือไม่ ถ้ามีแล้วค่อยเชื่อ แต่ถ้าไปเจอหลักฐานอะไรที่ตรงกันข้ามหรือขัดแย้ง ก็ไม่ต้องเชื่อและขอความกรุณาแจ้งหลักฐานเหล่านี้ให้ท่านทราบบ้าง ท่านก็จะเข้าใจได้ถูกต้อง ตอนฟังก็ทึ่งแล้วล่ะครับ

พอผมกลับมาอยู่ที่มหาวิทยาลัย เมื่ออยู่คนเดียวก็มานั่งพิจารณาดู ก็เห็นว่า โอ้โห คนขนาดนี้น่ะครับ เปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีส่วนนำชาติพ้นภัยช่วงสงคราม เป็นรัฐมนตรีมาตั้งเท่าไร เป็นนายกฯก็แล้ว อะไรก็แล้ว จะว่าไป ท่านเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในความเห็นของผมน่ะครับ ท่านยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ท่านยังไม่เคยบอกว่าต้องเชื่อท่าน แต่ให้ทุกคนกลับไปคิดดู แสดงว่าข้อคิดของท่านต้องมีเหตุมีผลจริงๆ ไม่อย่างนั้น ใครจะกล้า ไม่ค่อยเหมือนนักการเมืองหรือใครที่ผมรู้จักในสมัยหลังๆ น่ะครับ ที่บอกว่าผมเป็นนั่นเป็นนี่แล้วคุณต้องเชื่อผม

สิ่งนี้ทำให้ผมต้องกลับไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับท่าน ศึกษาเกี่ยวกับท่านมากขึ้นน่ะครับ และเมื่อมีโอกาสก็ไปกราบท่าน และได้พบท่านผู้หญิง(คุณป้า)และพี่ๆ ผมได้มีโอกาสใกล้ชิดกับท่านหลังจากนั้น และได้มีโอกาสไปมาหาสู่ ผมไปฝรั่งเศสทีไร ก็ต้องมุ่งไปหาท่าน หลังๆ บางทีท่านก็กรุณาให้ไปพักอยู่ที่บ้านแล้วก็ได้ศึกษาอะไรจากท่านอีกเยอะแยะ