Thursday, October 30, 2008

บทความที่๔๒๕.รบทำไมและรบเพื่อใคร? ตอนที่๓

รบทำไมและรบเพื่อใคร?

จากบทความของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล


สงครามในยุคของศักดินา เป็นการรบเพื่อชาติ (คือประชาชนส่วนใหญ่ของสังคม)หรือรบเพื่อเจ้าศักดินาและบริวาร? พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อง พระราชพิธี ๑๒ เดือน (ตอนว่าด้วยพระราชพิธีสัจจปานกาล คือ ถือน้ำพิพัฒสัจจา)ได้ให้คำตอบไว้อย่างแจ่มชัดดังนี้

 

“เมื่อจะคิดหาต้นเหตุการถือน้ำให้ได้ความว่า เหตุใดเมื่อให้คนอ่านคำสาบานทำสัตย์แล้ว จึงต้องให้ดื่มน้ำชำระพระแสงอีกด้วยเล่า ก็เห็นว่าลัทธิที่ใช้น้ำล้างอาวุธเป็นน้ำสาบานนี้ ต้นแรกที่จะเกิดขึ้นด้วยการทหารเป็นวิธีขัตติยฤากระษัตริย์ ที่นับว่าเป็นชาติทหารในจำพวกที่หนึ่งของชาติ ซึ่งแบ่งกันอยู่ในประเทศอินเดียคล้ายกันกับไนต์ของอังกฤษ ฤาสุมุไรของญี่ปุ่นชาติขัตติยเป็นชาติที่ไม่ได้หากินด้วยการค้าขาย ไถ หว่าน ปลูกเพาะ ฤารับไทยทานผู้หนึ่งผู้ใดให้ ย่อมหาเลี้ยงชีวิตด้วยคมอาวุธ แต่มิใช่ผู้ร้ายเที่ยวลอบลักทำโจรกรรม ใช้ปราบปรามโดยตรงซึ่งหน้า ให้ตกอยู่ในอำนาจแล้วแลได้ทรัพย์สมบัติโดยผู้ซึ่งกลัวเกรงอำนาจยกยอให้ แต่การที่ประพฤติเช่นนี้เมื่อว่าโดยอย่างยิ่งแล้วก็อยูในเป็นผู้ร้ายนั่นเอง แต่เป็นผู้ร้ายที่มีความสัตย์ แลคิดแบ่งการที่ตัวประพฤติ (ถึงแม้ว่าไม่เป็นธรรมแท้ของโลกย์) ออกเป็น ๒ ภาค ภาคหนึ่งถือว่าการซึ่งตนจะกระทำเช่นนั้นไม่เป็นการผิดธรรม ภาคหนึ่งถ้าตนจะกระทำเช่นนั้นเป็นการผิดธรรม คำว่าธรรมในที่นี้เป็นธรรมของขัตติย มิใช่ธรรมของโลกย์ เมื่อว่าเท่านี้ยังจะเข้าใจยาก จะต้องยกตัวอย่างให้เห็นหน่อยหนึ่ง

 

ว่าตามลัทธิความประพฤติของชาติขัตติยโบราณ คือเหมือนหนึ่งว่าผู้มีอำนาจเป็นชาติขัตติยได้ปกครองแผ่นดิน ทราบว่าลูกสาวของขัตติยเมืองอื่นมีอยู่สมควรแก่ตนๆ ตนยังมีคู่ซึ่งจะได้อภิเศก เมื่อไปสู่ขอ บิดามารดาของหญิงนั้นไม่ยอมให้ ขัตติยผู้ที่ไปสู่ขอถือว่าการที่ตัวคิดนั้นเป็นการชอบธรรม ด้วยใช่ว่าจะเอามาทำอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใด ประสงค์มายกย่องให้เป็นใหญ่เป็นโต บิดามารดาของหญิงที่ไม่ยอมให้นั้นหมิ่นประมาทผู้ซึ่งไปขอ เป็นการประพฤติผิดธรรมประเพณี เพราะไม่รักษากิริยาอันดีต่อกัน ผู้ซึ่งไปสู่ขอสามารถที่จะประกาศแก่ทหารของตัว ว่าการซึ่งตัวประพฤตินั้นเป็นการชอบธรรม แต่บิดามารดาของหญิงประพฤติไม่ชอบธรรม จะต้องยกไปรบชิงเอานางให้จงได้ แล้วก็ยกกองทัพไปทำลายบ้านเมืองนั้นเสียได้ โดยมิได้ถือเป็นการผิดธรรม

 

ฤาเมื่ออยู่ดีๆ เชื่อว่าตัวมีวิชาความรู้กำลังวังชาแข็งแรง ยกไปชวนพระราชาที่เป็นชาติขัตติยอื่นซี่งเสมอๆกัน ให้มาลองฝีมือ เมื่อผู้ใดแพ้บ้านเมืองก็เป็นสินพนัน ก็ถือว่าการซึ่งขัตติยผู้ไปชวนนั้นไม่ได้ประพฤติผิดธรรมเหมือนกัน

 

ถ้าขัตติยนั้นไปพบลูกสาวชาวบ้าน ซึ่งมีชาติต่ำกำลังน้อยไม่สามารถจะต่อสู้ ฉุดชิงมาด้วยกำลังพวกมากฤาเห็นคนยากไร้เดินอยู่ตามถนน เอาศาสตราวุธประหารให้ถึงแก่ความตาย ฤาป่วยลำบาก ขัตติยผู้ซึ่งประพฤติการทั้งสองอย่างนี้ เป็นประพฤติผิดธรรม การยุติธรรมและไม่ยุติธรรมฤาต้องด้วยธรรมและไม่ต้องด้วยของพวกขัตติยนั้นเป็นดังนี้ จึงกล่าวว่ามิใช่ยุติธรรมของโลกีย์”

Wednesday, October 29, 2008

บทความที่๔๒๔. รบทำไมและรบเพื่อใคร?ตอนที่๒

รบทำไมและรบเพื่อใคร?

 

จากบทความของคุณสุพจน์  ด่านตระกูล

 

สงครามรุกรานในยุคศักดินานั้น ล้วนแต่เป็นสงครามเพื่อสนองตัณหาหรือความทะยานอยากของกษัตริย์และเจ้าศักดินาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามปล้นสดมภ์ล่าเมืองขึ้น หรือสงครามเผยแพร่ลัทธิศาสนา และไม่ว่าจะเป็นสงครามชิงนางหรือสงครามชิงช้างก็ตาม พวกไพร่ทั้งหลายหาได้รับประโยชน์แต่ประการใดไม่

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางสงครามสนองตัณหาของกษัตริย์หรือขัตติยนี้ ซึ่งเป็นสงครามรุกรานและเป็นสงครามที่ไม่ชอบธรรมนั้น ก็มีสงครามที่ชอบธรรมเป็นฝาแฝดอยู่ด้วย คือ สงครามป้องกันตัวเองของกษัตริย์หรือขัตติยอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ได้ชื่อว่าเป็นการรบเพื่อชาติที่แท้จริง อย่างเช่นที่บรรพบุรุษของพวกเราชาวไทยรบกับข้าศึกผู้รุกรานเพื่อป้องกันเอกราชของชาติมาแล้วมากครั้งหลายหนในอดีต หรืออย่างเช่นที่บรรพบุรุษของเราเคยทำสงครามปลดปล่อยชาติ ให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมัยขบวนการเสรีไทยในสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ล้วนแต่เป็นสงครามที่ชอบธรรม และสงครามที่ชอบธรรมก็คือสงครามที่เป็นไปเพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและผลประโยชน์ของชาติ (คือคนทั้งชาติ)ที่แท้จริง

 

สังคมไม่หยุดนิ่ง ย่อมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติที่เรียกตามภาษาพุทธปรัชญาว่า อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา หรือเรียกตามภาษาปรัชญามาร์กซิสม์แห่งวิทยาศาสตร์สังคมว่า สสารธรรมประติการ (Dialectic)

 

ดังนั้น การคลี่คลายขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุคนี้จึงได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านกสิกรรม หัตถกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม และต่อมาเมื่ออังกฤษได้นำเครื่องจักรไอน้ำเข้ามาใช้ในงานอุตสาหกรรม ก็ได้ทำให้งานอุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างชนิดที่เรียกว่าก้าวกระโดด นักประวัติศาสตร์เรียกสถานการณ์ของความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมครั้งนั้นว่า “อุตสาหกรรมอภิวัฒน์” และพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของการเศรษฐกิจทุกๆ สาขาดังกล่าวนี้ การล่าเมืองขึ้นของเจ้าศักดินาตะวันตก ซึ่งบัดนี้ได้กลายมาเป็นจักรวรรดิ์ศักดินาก็ได้เป็นไปอย่างกว้างขวางเช่นกัน วัตถุโบราณทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่า ที่ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานของอังกฤษและของฝรั่งเศสในเวลานี้ ส่วนหนึ่งก็คือที่จักรวรรดิ์ศักดินาอังกฤษและฝรั่งเศส ตีชิงปล้นสดมภ์เอาไปจากประเทศอาณานิคมในแถบเอเซียและอาฟริกา

บทความที่๔๒๓. รบทำไม?และรบเพื่อใคร? ตอนที่๑

รบทำไมและรบเพื่อใคร?

 

สงครามในยุคครองทาส เป็นสงครามแย่งทาสเพื่อเอาแรงงานมาใช้ในการผลิตเป็นกรรมสิทธิส่วนตัวของนายทาส การผลิตและผลิตผลทั้งหมดจึงเป็นของนายทาส การสงครามในยุคนี้ จึงเป็นสงครามเพื่อผลประโยชน์ของนายทาสโดยเฉพาะเท่านั้น คนส่วนใหญ่ของสังคม อันได้แก่บรรดาทาสทั้งหลาย หาได้รับผลประโยชน์ร่วมด้วยไม่ และดังนั้น ผู้ที่เป็นต้นเหตุก่อสงครามขึ้นในยุคนี้ ก็คือบรรดานายทาสทั้งหลายนั้นเอง

 

ในยุคศักดินาก็เช่นเดียวกับยุคทาส คือสงครามที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง(หมายถึงสงครามรุกราน,ตรงกันข้ามกับสงครามป้องกันตัว) ก็เพื่อผลประโยชน์และรับใช้ผลประโยชน์ของบรรดาพวกเจ้าศักดินาและบริวารเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามเพื่อขยายอิทธิพลอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองหรือสงครามเพื่อสนองตัณหาความยิ่งใหญ่ของเจ้าศักดินาเองโดยตรงก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ของสังคมที่มีฐานะเป็นไพร่หาได้รับผลประโยชน์อะไรจากสงครามแม้แต่น้อยไม่

 

ตรงกันข้าม พวกเขานอกจากจะถูกบังคับให้เป็นทหารออกไปทำสงครามแล้ว พ่อแม่ลูกเมียและญาติพี่น้องของเขาที่บางคนไม่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ก็ต้องถูกเกณฑ์แรงงานหรือถูกกดขี่ขูดรีดหนักยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตไปเลี้ยงกองทัพ และเพื่อจัดซื้อหาเครื่องศาสตราวุธต่างๆ กองทัพใหญ่โตมากขึ้นเท่าใด ยิ่งจัดซื้อจัดหาเครื่องศาสตราวุธมากเท่าใด นั่น,ก็หมายความถึงการกดขี่ขูดรีดยิ่งทารุณมากขึ้นเท่านั้น และนั่นก็หมายความถึงความแร้นแค้นแสนเข็ญของพวกไพร่ อันเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของสังคมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

 

แน่นอน,ในการยกทัพโยธาไปตีบ้านชิงเมืองหรืออาณาจักรศักดินาอื่นๆ พวกไพร่ทั้งหลายจะถูกปลุกระดมด้วยคำว่า “รบเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน” และ “ตายเพื่อชาติ” ซึ่งเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของคนในชาติทุกคน และพวกไพร่เองก็ยอมรับหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างเหนียวแน่นเช่นกัน โดยที่พวกเขาไม่เคยเฉียวใจและตั้งคำถามว่า ชาติคืออะไร? และแผ่นดินที่ว่านั้นพวกเขามีกันคนละกี่ไร่

 

แน่นอน, ถ้าพวกไพร่ทั้งหลายอันเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของสังคม รู้ความจริงว่า ชาติคือเผ่าชนที่มีภาษาขนบธรรมเนียมประเพณี หรือรวมเรียกว่า “วัฒนธรรม” อย่างเดียวกัน (แม้ว่าจะไม่มีประเทศอย่างเช่นชาติยิวในอดีต)พวกไพร่ทั้งหลายก็จะได้รู้ทันทีว่าพวกเขาถูกหลอกลวงเสียแล้ว เพราะพวกเขาทั้งหลายนั้นเองที่มีภาษาขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเดียวกัน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม(หรือนัยหนึ่งคือชาติ)หาได้รับผลประโยชน์แต่ประการใดจากการสงครามแม้แต่น้อยไม่ แต่พวกศักดินาและบริวารผู้กระหายสงคราม กลับมาบอกว่ารบเพื่อชาติ รบเพื่อชาติจึงเป็นการโกหกหลอกลวงกันชัดๆ

Monday, June 2, 2008

บทความที่๔๒๒.อภิวัฒน์ฝรั่งเศส

อภิวัฒน์ฝรั่งเศส
พ.อ.สมัคร บุราวาศ

การปฏิวัติกู้เอกราชของอเมริกัน มีผลสะท้อนไปถึงประเทศต่างๆในยุโรปโดยทั่วไป ลัทธิประชาธิปไตยถูกกล่าวขวัญถึงกันเกร่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝรั่งเศส บัดนี้ได้มีคำตอบต่อปัญหาแก้ความเดือดร้อนของมหาชนแล้ว นั่นคือการปฏิวัติของประชาชน!

การปกครองแบบของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสตามคำประกาศอย่างกึกก้องว่า “รัฐคือตัวข้า” นั้น, ก่อนให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง ทั้งยังสะกัดกั้นความก้าวหน้าของพวกพ่อค้าและนายทุนด้วย

ในศตวรรษที่ ๑๘ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงเก็บภาษีจากชาวไร่ชาวนาอย่างหนัก แต่ทรงงดเว้นภาษีจากเจ้าเมืองขึ้นและพวกบาทหลวง ชาวไร่ชาวนาคราวนี้จึงไม่ได้อยู่ในแอกของเจ้าที่ดินอย่างแต่ก่อน หากอยู่ในเงื้อมมือของพวกเก็บภาษีที่ดิน และเงินภาษีนี้ อาณาประชาราษฎร์ก็มองเห็นกันอยู่ว่าได้ถูกใช้ไปในราชสำนักของราชวงศ์บรูบ็องอันเต็มไปด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือย

กษัตริย์และบรรดาเจ้าในราชวงศ์ รวมทั้งขุนนางผู้ใหญ่ได้เข้าสังสรรค์กับพ่อค้าและนายทุนที่เกิดใหม่และสร้างสมาคมชั้นสูงขึ้นในขณะนั้น คนยากจนไม่ได้รับการเหลียวแล ความอดอยากหิวโหย ปรากฏขึ้นทั่วไปในฝรั่งเศส ทั้งๆที่ยุโรปได้ย่างเข้าสู่สมัยใหม่, สมัยแห่งความมั่งคั่งทางอุตสาหกรรมแล้ว

จึงเกิดมีนักเขียนและนักปรัชญาขึ้นในฝรั่งเศสมากมาย พวกนี้ได้เขียนบทความวิจารณ์สังคมในขณะนั้นในหมู่นี้ก็มีรู้ซโซ,วอลแตร์และม็องเต๊สกิเออ นักคิดอีกพวกหนึ่งมีดีเดอโรท์ ดาเล็มแบร์และตูรโก ได้ร่วมมือกันเขียน เอนไซโคละพี’เดีย Encyclopaedia ขึ้น ๒๖ เล่มโดยทำการรวบรวม “บรรดาความคิดใหม่ๆ ทั้งปวงกับวิทยาศาสตร์ใหม่และความรู้ใหม่ไว้” หนังสือชุดนี้มีผู้นิยมซื้ออ่านกันมากมาย

ดีเดอโรท์เองเป็นนักปรัชญาฝ่ายปฏิวัติ เขาเป็นคนแรกที่วางหลักปรัชญาสสารนิยมไว้อย่างค่อนข้างถูกต้องยิ่งกว่าใครๆ ในสมัยนั้น เอ็นไซโคละพี’เดียชุดนี้จึงเท่ากับเป็นการเสนอทรรศนะใหม่อย่างสิ้นเชิงแก่ประชาชนเพื่อเตรียมจิตใจไว้สำหรับการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส!

ในการปฏิวัติคราวนี้ ประชาชนฝรั่งเศสเป็นกำลังปฏิวัติ แต่ชนชั้นกลางเป็นฝ่ายนำในการปฏิวัติ ฉะนั้นจึงเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นกลาง ในการนี้ได้มีผู้เสนอให้ใช้ประชาธิปไตยที่มีประมุขเป็นกษัตริย์แบบอังกฤษ แต่ก็มีการกล่าวขวัญถึงปฏิวัติอเมริกาเพื่อเป็นกำลังใจกันอย่างแพร่หลาย ต้นเหตุของการปฏิวัติฝรั่งเศส อยู่ที่ความเดือดร้อน อย่างจริงจังของประชาชนโดยเฉพาะอย่งยิ่งของพวกกรรมกร และคนยากจนในเมือง

จากปี ค.ศ.๑๗๘๙-๑๗๙๑ ได้เกิดความพยายามที่จะสถาปนาระบอบกษัตริยใต้รัฐธรรมนูญขึ้น แต่กษัตริย์บรูบ็องได้เข้าขัดขวางไว้ ระหว่าง ค.ศ.๑๗๙๒ – ๑๗๙๙ ฝรั่งเศสจึงทำการปฏิวัติและปรับปรุงระบบการปกครองเลยเถิดไปถึงระบบสาธารณรัฐ ในการปฏิวัติคราวนี้ได้มีการฆ่าฟันกันมากมายด้วยกิโยติน! ทั้งนี้เพราะชาวฝรั่งเศสขาดทฤษฎีปฏิวัติและขาดการปกครองที่ถูกต้อง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ผู้ทรงเป็นเป้าหมายแห่งการปฏิวัติเป็นกษัตริย์ที่ได้แต่จ่ายพระราชทรัพย์ให้สิ้นเปลืองไปชั่ววันหนึ่งๆ

ตูรโกและเน็คเกอร์เสนาบดีคลังของพระองค์ ถูกปลดจากตำแหน่งหน้าที่ไปตามๆ กัน เพราะหาเงินให้พระองค์ใช้ไม่ทัน พระองค์ทรงช่วยพวกอเมริกันรบกู้เอกราชและอิสรภาพจากพวกอังกฤษ ทั้งนี้เพราะทรงกลัวจะเกิดการผูกขาดของอังกฤษขึ้นในอเมริกา

ต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ทรงได้ แคโลนน์ Calonne นักหมุนเงินตัวลือมาเป็นเสนาบดี จึงทรงดำเนินพระราชกิจต่อไปได้ ในปี ค.ศ.๑๗๘๙ พระองค์ทรงต้องการเงินจากภาษีอากร จึงทรงยอนุมัติให้สภาผู้แทนราษฎรรวบรวมกันเข้า เป็นคณะปฏิวัติที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติขึ้นพร้อมๆ กับการแย่งชิงอำนาจกลับไปกลับมาระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ความระส่ำระสายในการนี้ได้สิ้นุสดลงเมื่อนายทหารของคณะปฏิวัติคนหนึ่งชื่อนโปเลียน โบนาปาต ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.๑๗๙๙ นโปเลียน โบนาปาตอยู่ในพรรคซ้ายสุดในขณะนั้น

ระหว่างที่เกิดการปฏิวัติขึ้นในฝรั่งเศสจาก ค.ศ.๑๗๘๙ ถึง ๑๗๙๙ ประเทศในยุโรปซึ่งปกครองด้วยกษัตริย์ได้พยายามเข้าช่วยกันทำลายพลังของฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้เพราะกลัวลัทธิประชาธิปไตยจะลุกลามไปทั่วยุโรป ประเทศแอนตี้ประชาธิปไตยเหล่านี้ได้เข้าช่วยราชวงศ์บรูบ็องให้ได้กลับมาครองราชย์ตามระบบเก่าอีก

อ๊อสเตรีย,อิตาลี,รัสเซียและที่น่าประหลาดก็คืออังกฤษประชาธิปไตย ได้เข้ามาบุกสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่เกิดใหม่ แต่นโปเลียน โบนาปาตกับทหารฝ่ายประชาชนที่ยินดีสละชีวิตเพื่อ “เสรีภาพ,ภราดรภาพและสมภาพ” ได้มีชัยชนะต่อกองทัพของผู้รุกรานทุกครั้งไป นี่ทำให้ฝรั่งเศสยิ่งใหญ่ขึ้นในยุโรปแล้ว นโปเลียนก็ฉวยเอาความยิ่งใหญ่นี้ไปไว้ในมือแต่ผู้เดียว

นโปเลียน โบนาปาตเป็นชาวนาจนๆในเกาะ คอสิก้า ในทางการเมืองก็เป็นฝ่ายซ้าย แต่เขาเป็นผู้มองแต่อดีต จึงเกิดใฝ่อำนาจเป็นส่วนตัวขึ้นมา ในปี ค.ศ.๑๘๐๔ เขาถึงสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิแห่งประเทศฝรั่งเศส ยิ่งไปกว่านี้อีกเขาได้เข้าลบหลู่อำนาจศาสนจักรโดยได้เรียกโป๊ปไปอุสที่ ๗ มาจากกรุงโรม ที่วิหารโนเตอดามในปารีส เขาได้เรียกโป๊ปไปคอยดูแลเขาอยู่ใกล้ๆ แล้วเขาก็ยกมงกุฎกษัตริย์ขึ้นสวมให้แก่ตนเอง ตั้งแต่นั้นมาประเพณีที่โป๊ปสวมมุงกุฏให้แก่พระมหากษัตริย์ก็สิ้นสุดลง.

Thursday, April 24, 2008

บทความที่๔๒๑.การครองโลกของสหรัฐอเมริกา(จบ)

การครองโลกของสหรัฐอเมริกา ตอนที่ ๓ (จบ)
“นับตั้งแต่การอภิวัฒน์ฝรั่งเศสในปี พ.ศ.๒๓๓๒ ปารีสกลายเป็นต้นกำเนิดแห่งการอภิวัฒน์ประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศในยุโรปและเอเซีย การอภิวัฒน์ทั้งในทางทฤษฎีและในทางปฏิวัติยังคงสืบทอดอยู่ในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาที่อยู่นั่น มาร์กซ์ เองเกลส์ และเลนิน นักอภัวฒน์ผู้ยิ่งใหญ่ เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ที่นั่น ชาวเอเซียหลายคนที่ปรารถนาเอกราชที่สมบูรณ์ของชาติ และต้องการนำชาติของตนให้พ้นจากการปกครองแบบอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคม ต่างอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะเหงียน ไอ ก็อค (โฮจิมินห์) โจวเอินไหล เฉินยี่ และนักปฏิวัติชาติอื่นๆ”

“สำหรับตัวข้าพเจ้านั้น นอกจากข้าพเจ้าจะรู้จักมักคุ้นกับเพื่อนๆ ชาวไทยด้วยกันและกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสแล้ว ข้าพเจ้ายังได้รู้จักนักอภิวัฒน์เอเซียกลุ่มและต่อมาพวกเราได้ก่อตั้งสมาคมเพื่อความสมานฉันท์และพันธมิตรแห่งเอเซีย”

“ขอให้นึก ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศสยามเป็นประเทศเดียวในบรรดาประเทศในเอเซียอาคเนย์ที่เป็นเอกราช และเป็นสมาชิกดั้งเดิมของสันนิบาติชาติ ซึ่งก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขณะนั้นเวียดนาม กัมพูชา และลาวเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส พม่า มาลายู และสิงคโปร์เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ อินโดนีเซียเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์ ส่วนฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกา”

“ผู้รักชาติจำนวนหนึ่งในประเทศเหล่านี้ ซึ่งมีแนวคิดทางการเมืองและอุดมการณ์ต่างกัน ก็ได้ลี้ภัยหลบซ่อนเข้ามาอยู่ในสยาม ในบรรดาผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เหงียน ไอ ก็อค เป็นผู้หนึ่งที่เข้ามาเป็นครั้งคราว ชื่อของเขามีความหมายว่า “เหงียนผู้รักชาติ” เขาเป็นผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม โดยใช้นามแฝงหลายชื่อก่อนใช้ชื่อว่า “โฮจิมินห์” ในที่สุด เขาได้ลค้ยภัยเข้ามาในสยาม ๒ ครั้ง และพำนักอยู่ระยะหนึ่งโดยใช้ชื่ออีกหลายชื่อ”

“ข้าพเจ้ามีความเห็นใจผู้รักชาติลี้ภัยทุกคนที่ข้าพเจ้ารู้จัก โดยไม่แบ่งแยกอุดมการณ์ เพราะแต่ละคนมีเสรีภาพที่จะเลือกทางของตน”

“ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นได้ยึดครองทั่วเอเซียอาคเนย์ ญี่ปุ่นหวังที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศอาณานิคมเหล่านี้ จึงได้ช่วยบรรดาผู้รักชาติจัดตั้งรัฐบาลที่ตนเรียกว่า “รัฐบาลเอกราช” เช่น รัฐบาลเอกราชพม่า ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบามอ ต่อจากนั้นญี่ปุ่นก็ได้สนับสนุนจักพรรดิเวียดนาม กษัตริย์กัมพูชา และกษัตริย์ลาวเพื่อประกาศอิสรภาพ ผู้รักชาติส่วนใหญ่รู้ดีว่า การกระทำของญี่ปุ่นมีจุดหมายเพื่อเปลี่ยนเจ้าอาณานิคมเก่าไปเป็นเจ้าอาณานิคมใหม่ โดยมีญี่ปุ่นเป็นนาย เพราะทุกประเทศที่ถือว่าได้รับเอกราชใหม่ จะต้องเข้าไปเป็นอาณษนิคมแบบใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งรู้จักกันในนาม “การร่วมวงไพบูลย์แห่งเอเซียบูรพา” มีการตั้งกระทรวง “กิจการมหาเอเซียบูรพา” ขึ้นเป็นกระทรวงใหม่ของญี่ปุ่น เพื่อรับผิดชอบกิจการเกวี่ยวกับประเทศเหล่านี้ รวมทั้งประเทศที่อยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น และรัฐหุ่นเชิดแมนจูกัว รัฐวังจิงไวของจีนและรัฐสยาม”

“จากการที่ข้าพเจ้าได้สนทนากับผู้รักชาติเหล่านี้ เราได้ลงความเห็นกันว่า ในอนาคตอันใกลนี้ทุกประเทศในเอเซี๊อาคเนย์จะได้รับเอกราช อันเป็นผลจากความพยายามของพวกเขาเองแต่เราจะต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่สองประเทศ ได้แก่ จีนคณะชาติ ซึ่งโดดเด่นขึ้นมาหลังชัยชนะญี่ปุ่น อกีประเทศหนึ่งคืออินเดียซึ่งได้เอกราชจากอังกฤษ ฉะนั้นหากพวกเราแต่ละประเทศต่างคนต่างอยู่ภายหลังทุกประเทศในภูมิภาคนี้ได้เอกราชแล้ว ก็จะเป็นการยากที่จะป้องกันตนเองในกรณีที่ยักษ์ใหญ่สองประเทศรุกรานเรา”

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงก่อตั้งสมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาคเนย์ขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการป้องกันประเทศ องค์การนี้มิได้เป็นสหภาพหรือสมาพันธรัฐ เนื่องจากแต่ละประเทศมีอิสระทั้งกิจการภายในและกิจการต่างประเทศของตนอย่างสมบูรณ์ องค์การนี้เป็นเพียง “ความเข้าใจกันอย่างฉันท์มิตร” ระหว่างรัฐสมาชิกด้วยกันเท่านั้น เพื่อที่จะทำให้ประชาชนในภูมิภาคนี้ยอมรับสมาคมดังกล่าว จึงจำเป็นต้องเติ่มก่อตั้งสมาคมให้เป็นองค์การของประชาชน เนื่องจากประเทศสยามตั้งอยู่ในใจกลางภูมิภาคนี้ ข้าพเจ้าจึงรับที่จะให้กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางแห่งแรกขององค์การ ด้วยการให้สร้างที่ทำการและจัดสรรเงินช่วยเหลือตามความจำเป็น”

ท่านปรีดี พนมยงค์ได้บันทึกไว้ว่า

“ผู้รักชาติในประเทศเอเซียอาคเนย์จำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมสมาคมนี้ นักล่าอาณานิคมทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ได้กล่าวหาข้าพเจ้าว่า เป็นผู้นำเหล่าขบถในการต่อต้านรัฐบาลอาณานิคม และเป็นศูนย์กลางของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้”

“รัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ซึ่งกระทำขึ้นเพื่อเอาใจบรรดานักล่าอณานิคม ได้ยุบสมาคมดังกล่าวและแยกสลายบรรดาสมาชิก”

“สมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาคเนย์มิได้เป็นสันนิบาตคอมมิวนิสต์เพราะสมาชิกประกอบด้วยผู้รักชาติทุกแนวทาง รวมทั้งเจ้าเพ็ดชะลาด อดีตมหาอุปราชลาวด้วย จากการสนทนากับเจ้าเพ็ดชะลาดเกี่ยวกับผู้รักชาติบางคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมนิวนสิต์ พระองค์ได้ตอบด้วยการตั้งคำถามว่า คนที่กำลังจมน้ำนั้น จะมีเวลาพอหรือที่จะดูว่า มือที่ยื่นมานั้นมีสีขาวหรือสีแดง?

เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดของ “สมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาเนย์” จะเห็นว่า วัตถุประสงค์หลักของสมาคมนี้ คือการร่วมมือกันเพื่อสรรค์สร้างความเป็นเอกราช อธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชนในอินโดจีน ซึ่งเป็นแนวคิดชาตินิยม (Nationalism)สอดคล้องกับหลักแนวคิดอการอภิวัฒน์ฝรั่งเศสในปี พ.ศ.๒๓๓๒ ที่มุ่งเน้นอิสรภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

หากพิจารณาในเลิงเปรียบเทียบจะเห็ฯว่า สาระสำคัญในแนวคิด “สมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาคเนย์” ของนายปีดี พนมยงค์ มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดโครงการ “มหาอาณาจักรไทย” ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่มุ่งขยายดินแดนของไทยให้ครอบคลุมทุกพื้นๆที่มีคนเชื้อสายไทยอาศัยอยู่ อันเป็นแนวคิดคลั่งชาติ (Chauvinism) แบบเดีวกับการเน้นสายเลือดอารยันของฮิตเลอร์ และแนวคิด “การร่วมวงไพบูลย์มหาเอเซียบูรพา” ของญี่ปุ่น

แนวคิดคลั่งชาติ “มหาอาณาจักรไทย” ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่กองทัพญี่ปุ่นให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมีการลงนามร่วมกันในข้อตกลงระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในปี .ศ.๒๔๘๒ สาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว ฝ่ายญี่ปุ่นจะสนับสนุน “มหาอาณาจักรไทย” ในการผนวกดินแดนประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นของไทย คือยึดครองเชียงตุงแล้วเปลี่ยนเป็นสหรัฐไทเดิม ยึดครองดินแดนภาคตะวันตกและภาคเหนือของลาว สิบสองเจ้าไทย รวมทั้งภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน คือมณฑลยูนนานและภาคใต้ของมณฑลเสฉวน ส่วนทางภาคใต้นั้นญี่ปุ่นได้มอบดินแดนรัฐกลันตัน ตรังกานู ปะลิส และไทรบุรีให้ไทยครอบครอง

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้หลักการ “สมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาคเนย์” ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกว่า แนวคิดในหลักการดังกล่าวเป็นพลวัตของพัฒนการทางการเมืองและพัฒนาการทางสังคมในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ที่สำคัญ เกียรติคุณของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำขวนการเสรีไทย ได้รับการยอมรับเชิดชูจากประชาคมโลกอย่างกว้างขวางว่า เป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมการอภิวัฒน์สังคม รวมทั้งมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อขบวนการกู้เอกราชในภูมิภาคอินโดจีน กระทั่งประเทศเหล่านี้บรรลุซึ่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เป็นประเทศเอกราช และมีอธิปไตยโดยสมบูรณ์
เรียบเรียงจากหนังสือ "ปรีดี พนมยงค์ กับ ขบวนการกู้เอกราชในลาว" ของอุดร วงษ์ทับทิม

บทความที่๔๒๐.การครองโลกของสหรัฐอเมริกา(๒)

การครองโลกของสหรัฐอเมริกา ตอนที่ ๒
ในการทำรัฐประหารของทหารครั้งนั้น มีการจัดกำลังทหารไปจับกุมบุคคลสำคัญของรัฐบาล ๓ สายด้วยกัน สายแรกคือทำเนียบท่าช้าง ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของนายปรีดี พนมยงค์ พันโท ก้าน จำนงภูมิเวท ได้ออกคำสั่งให้ทหารยิงปืนประจำรถถังใส่ทำเนียบท่าช้าง และให้รถวิ่งเข้าทำลายประตู ทว่านายปรีดีฯได้หลบหนีออกไปก่อนแล้ว สายที่สองไปที่บ้านของพลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ที่ถนนราชวิถี ข้างสวนจิตรลดา แต่ว่าไม่พบตัว สายที่สามคือบ้านของพลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ อธิบดีกรมตำรวจ ทว่าได้หลบหนีไปอยู่ในอารักขาของทหารเรือที่บางนา

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ดุษฎี พนมยงค์ ได้บันทึกไว้ว่า

“คณะรัฐประหารที่นำโดยพลโทผิน ชุณหวัณ ได้สั่งการให้พันโท ละม้าย อุทยานนท์ นำขบวนรถถังบุกมาที่ทำเนียบท่าช้างและยิงถล่มไปที่เป้าหมายคือห้องนอนของนายปรีดีฯ กระสุนปืนหลายนัดเจาะทะลวงตึก รอยกระสุนใหญ่ขนาดนกกระจอกมาทำรังในเวลาต่อมา แต่ไม่มีกระสุนนัดใดยิงถูกห้องนอนของนายปรีดีฯเลย.. ทำเนียบท่าช้างที่เราอาศัยอยู่มี ๓ ชั้น คุณพ่อและคุณแม่นอนอยู่ชั้น ๓ ด้านติดกับห้องพระ ส่วนลูกๆ นอนอยู่อีกด้านหนึ่ง คืนนั้นพอเขายิงปืนเข้ามา คุณแม่ก็มาอยู่ที่ห้องลูกๆ ดิฉันจำได้แม่นว่า คุณแม่ร้องตะโกนสวนออกไปว่า อย่ายิง อย่ายิง ที่นี่มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก.. เป็นการทำสงครามโดยไม่มีการประกาศให้ทราบ และฝ่ายที่ถูกประหัตประหารคือผู้หญิงและเด็กๆ ที่มีแต่มือเปล่าปราศจากอาวุธ นี่เขาเล่นหวังชีวิตเลย เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าสงครามที่มีการประกาศ...สายวันนั้น ร้อยเอก สมบูรณ์ ชุณหวัณ(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นชาติชาย)ได้นำกำลังทหารพร้อมรถถังบุกเข้าทำเนียบท่าช้างทางประตูหน้า และพยายามที่จะตรวจค้นบ้าน ครูฉลบฉลัยย์ พลางกูร ภรรยาของคุณจำกัด พลางกูร เสรีไทยที่ได้พลีชีพเพื่อชาติที่ประเทศจีน ซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วย ได้เข้าไปเอะอะห้ามปรามอย่างกล้าหาญโดยไม่เกรงกลัวกระบอกปืนเลย...”(ดุษฎี พนมยงค์ ๒๕๔๑:๑๙-๒๑)

เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหาร ฝ่ายทหารได้ออกแถลงการณ์โจมมีรัฐบาลว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้ และมีการทุจริตคอรัปชั่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้นำคณะรัฐประหารได้เปิดเจรจากับนายควง อภัยวงศ์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และเห็นควรให้นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นคณะรัฐประหารได้มีคำสั่งยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๙ ที่ประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ แล้วบังคับใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม” ซึ่งพลโท หลวงกาจ กาจสงคราม ร่างขึ้นแทน

ก่อนหน้าที่จะลงมือกระทำรัฐประหาร ฝ่ายทหารได้วางแผนปฏิบัติการทางจิตวิทยา ปลุกเร้าทหารในสังกัดกองทัพบกทั้งในและนอกประจำการโดยยกกรณีการออกคำสั่งปลดทหารในกองทัพพายัพที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจในรัฐฉานหรือ “สหรัฐไทเดิม” ช่วงสงครามมหาเอเซียบูรพาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๘ และให้ทหารเหล่านั้นเดินเท้ากลับจากเชียงตุงมาถึงกรุงเทพฯ

สำหรับคณะนายทหารประจำการของกองทัพบกที่เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจภาคสนามในเชียงตุง ในช่วงเวลานั้น พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ท.ถนอม กิติตขจร พ.ท.ประภาส จารุเสถียร พ.ท.กฤช ปุญญกันต์ พ.ต.พงษ์ ปุณณกันต์ พ.ท.บัญญัติ เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา พ.ต.ประมาณ อดิเรกสาร พ.ต.จิตต์ สุนทานนท์ พ.ต.ผาด ตุงคสมิต ร.อ.สมบูรณ์ ชุณหวัณ (ชาติชาย)และ ร.อ.อนันต์ พิบูลสงคราม ฯลฯ

เป็นหมายหลักของการโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าว มุ่งโจมตีนายปรีดี พนมยงค์ โดยตรงว่าหมิ่นศักดิ์ศรีกองทัพบก และในช่วงต่อมานายปรีดี ได้มีจดหมายชี้แจงไปยัง่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ดังมีใจความตอนหนึ่งว่า

“รัฐบาลก่อนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี มิได้ปล่อยให้ทหารที่เกณฑ์มาสำหรับทำสงครามอยู่เฉยๆ คือรัฐบาลก่อนนั้นได้ทำการปลดทหารที่เกณฑ์ไปทำสงครามนั้นแล้ว และขอได้โปรดสังเกตุด้วยว่า ระยะเวลา ๖ เดือนก่อนผมเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นเวลานานพอสำหรับรัฐบาลก่อนที่จะทำการปลดทหารเหล่านั้น”

รัฐบาลก่อนหน้านั้นคือรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งลาออกเนื่องจากแพ้มติที่ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะคับขัน และต่อมาได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้นายปรีดี พนมยงค์ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทนในวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙

หลังจากมีการทำรัฐประหารแล้ว การปฏิบัติการด้านจิตวิทยาของกองทัพบกยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง มีการกล่าวหาจากทหารในกองทัพบกและจากฝ่ายแนวคิดสายอนุรักษ์นิยมว่า “สมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาคเนย์” เป็นองค์กรสันนิบาติคอมมิวนิสต์ในเอเซียอาคเนย์ การพุ่งเป้าโจมตีใส่ร้ายป้ายสีดังกล่าว ยังผลให้ “สมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาคเนย์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดยปรีดี พนมยงค์ โฮจิมินห์ และเจ้าอุปราชเพ็ดชะลาด มีอันต้องลดบทบาทและยุบเลิกไปโดยปริยาย

หลังจากนั้น มีการจับกุมบรรดาผู้นำขบวนการเสรีไทยสายอีสาน อันได้แก่นายเตียง ศิริขันธ์ นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง นายทองอินทร์ ภูริทัต นายทองเปลว ชลภูมิ และคนอื่นๆในข้อหากระทำการแบ่งแยกดินแดนอีสานให้เป็นอิสระ

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับสมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาคเนย์ เมื่อนายปรีดี พนมยงค์ ย้ายจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาพำนักในกรุงปารีสได้สองปี ได้เขียนหนังสือ MA VIE MOUVEMENTEE ET MES 21 AND D’ EXIL EN CHINE POPULAIRE พิมพ์ครั้งแรกที่กรุงปารีสเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ และจำนงค์ ภาควรวุฒิ-พรทิพย์ โตใหญ่ ได้แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้า และ ๒๑ ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน” กล่าวถึงชีวประวัติช่วงที่ศึกษาอยู่ในฝรั่งเศสและที่มาแห่งการก่อตั้ง “สมาคมสหชาติแห่งเอเซียอาคเนย์” ไว้ว่า

บทความที่๔๑๙.การครองโลกของสหรัฐอเมริกา(๑)

การครองโลกของสหรัฐอเมริกา

หลังการยอมจำนนของฝ่ายอักษะ คือ เยอรมันและอิตาลีในยุโรป ตามด้วยการยอมจำนนของญี่ปุ่นในเอเซีย สหรัฐอเมริกาได้ขยายบทบาทของตนเองออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้น บทบาทดังกล่าวมิใช่ปฏิบัติเพียงเฉพาะประเทศฝ่ายศัตรูที่พ่ายแพ้สงครามเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงพันธมิตรของประเทศเหล่านั้นด้วย พร้อมกันนี้สหรัฐอเมริกาได้ปรับเปลี่ยนนโยบายมามุ่งเน้นต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยถือว่า “พรรคคอมมิวนิสต์สากล” นั้นศัตรูอันดับหนึ่ง

วัตถุประสงค์หลักของสหรัฐอเมริกาคือ “การสร้างศตวรรษใหม่และการครอบโลก” ในเชิงปฏิบัติ สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปดำเนินการครอบงำประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเข้าไปผูกขาดและยึดกุมครอบครอง เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของโลกไว้จดหมดสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งน้ำมันซึ่งเป็นยุทธปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด อีกทั้งผูกโยงกับอุตสาหกรรมการผลิตและภาวะเศรษฐกิจอย่างแนบแน่น

พร้อมกันนี้ได้เข้าไปเสริมสร้าความแข็งแกร่งและเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารรวมทั้งสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้แก่บรรดาประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง หลังสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีจากแฟรงคลิน ดี.รูสเวลท์ มาเป็นเฮนรี่ เอช.ทรูแมน ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งสำคัญ

เอกสารรายงานของทางสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายปี พ.ศ.๒๔๘๙ ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทบทวนแนวนโยบายเกี่ยวกับจุดยืนในเรื่องชาตินิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์เสียใหม่ ช่วงสมัยประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ให้ความเห็นอกเห็นใจต่อขบวนการชาตินิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่ประธานาธิบดีทรูแมนได้พิจารณาเห็นว่า สมาชิกในขบวนการชาตินิยมบางคนมีแนวคิดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโฮจิมินห์ผู้ซึ่งในรายงานของหน่วย โอ เอส เอส ระบุว่าเป็น “สมาชิก” ของพรรคคอมมิวนิสต์สากล

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ เอกสารคำรองขอรับการสนับสนุนช่วยเหลือของโฮจิมินห์ในการต่อสู้เพื่อเอกราชจากอาณานิคมฝรั่งเศส ที่ยื่นเสนอต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๘ ถึงเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๙ จึงมิได้รับการพิจารณาเลยแม้แต่ฉบับเดียว

สถานการณ์ของสหรัฐในช่วงเวลานั้นได้เริ่มแปรเปลี่ยนอย่างมากเรียกได้ว่าเป็นยุค “หมอผีครองเมือง” ก็ว่าได้ เนื่องจากประธานาธิบดี เฮ็นรี่ เอช.ทรูแมน มีแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์อ่างรุนแรง และมีการปลุกผีคอมมิวนิสต์อย่างขนาดใหญ่ ผู้นำสหภาพแรงงาน ผู้นำกรรมกร นักเขียน ศิลปิน ดาราภาพยนตร์ จำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อของขบวนการปลุกผีกดังกล่าว คต้องหนีไปหลบซ่อนต้วอยู่ในซอกเหลือของเมือหญ่ หรือในพื้นที่ชนทบทห่างไกล และมีบางคนที่จำต้องอพยพหนีภัยออกไปอยู่ในต่างประเทศ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ชาลี แชปลิน ที่หลบหนีไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษ และต่อมาได้รับบรรดศักดิ์เป็น “เซอร์ ชาร์ล แชปลิน”

หลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพประชาชนจีน (กองทัพแดง)ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุง โจวเอินไหล และนายพล จูเต๋อ ได้รับชัยชนะเหนือรัฐบาลและกองทัพก๊กมินตั๋ง ได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นในวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๒ สหรัฐฯมองว่า จีนจะขยายอำนาจอิทธิพลลงมาทางใต้ สถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประเด็นปัญหาที่สหรัฐฯให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

กระแสปฏิวัติโลกของรัสเซียและจีนทำให้สหรัฐฯกำหนดนโยบาย “การร่วมมือต่อสู้เพื่อปกป้องโลกเสรีจากภัยพิบัติของลัทธิคอมมิวนิสต์” และกำหนดยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน ในการปฏิบัตินโยบายตามยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯและหน่วยข่าวกรองได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์สากล ด้วยการรวบรวมบรรดาชาติอิสระมารวมกันเป็นกลุ่มแล้วก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีอาโต้)ขึ้นมาปิดล้อมคอมมิวนิสต์

กรณีของลาว รัฐบาลสหรัฐฯทุ่มเงินช่วยเหลือรัฐบาลลาวฝ่ายขวาในลาว ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตประจำกรุงเวียงจันทน์ หน่วยงานที่ปรึกษาทางทหารและองค์กรข่าวกรองกลางที่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินงานอยูจำนวนหนึ่ง ภารกิจในช่วงนั้นคือการเข้าไปเสริมสร้าความแข็งแกร่งทางทหาร ติดอาวุธยุทธโปกรณ์อันทันสมัยและฝึกอบทการใช้อาวุธดังกล่าวให้แก่ทหารผ่ายขวา พร้อมกันนี้ยังได้ให้การสนับสนุนทางด้นการเงินและอาวุธยุทธโธปกรณ์แก่กองทัพก๊กมินตั่งในพม่า เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชนป้องบกันการแพร่ขยายลงมายังภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของลัทธิคอมมิวนิสต์

ส่วนในกรณีของไทย รัฐบาลสหรัฐฯและหน่วยข่าวกรองกลางได้สนับสนุนนายทหารกองทัพบกทั้งในและนอกประจำการ ภายใต้การนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และพลโท ผิน ชุนหะวัน อย่างลับๆ ให้กระทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่มีนายปรีดี พนมยงค์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐

คณะนายทหารดังกล่าวประกอบด้วยนายทหารกองทัพบก ตำรวจ และกองทัพอากาศ ๓๖ นาย ได้แก่

๑. จอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้นำการทำรัฐประหาร
๒. พลโท ผิน ชุณหวัณ
๓. พันเอก กาจ กาจสงคราม
๔.พันเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์
๕. พันเอก สวัสดิ์ สวัสดิ์รณชัย
๖. พันเอก หลวงสถิตยุทธการ
๗.พันเอก น้อม เกตุนุติ
๘.พันเอก ศิลป รัตนวิบูลชัย
๙.พันเอก เผ่า ศรียานนท์
๑๐.พันเอก ไสว ไสวแสนยากร
๑๑.พันเอก ก้าน จำนงภูมิเวท
๑๒.พันเอก หลวงสวัสดิ์สรยุทธ
๑๓.พันโท ถนอม กิตติขจร
๑๔.พันโท ประภาส จารุเสถียร
๑๕.พันโท เล็ก สงวนชาติสรไกร
๑๖.พันโท ปรุง รังสิยานนท์
๑๗.พันโท บัญญัติ เทพหัสดินทร์
๑๘.พันโท สุรใจ พูนทรัพย์
๑๙.พันโท ชลอ จารุกลัส
๒๐.พันโท กฤษณ์ ปุณณกันต์
๒๑.พันโท ประเสริฐ รุจิรวงศ์
๒๒.พันโท เผชิญ นิมิบุตร
๒๓.พันโท เฉลิม วงศ์สวัสดิ์
๒๔.พันโท ละม้าย อุทยานนท์
๒๕.พันโท ตรี บุษยกนิษฐ์
๒๖.พันตรี จิตต์ สุทรานนท์
๒๗.พันตรี พงศ์ ปุณณกันต์
๒๘.ร้อยเอก ชาติชาย ชุณหวัณ
๒๙.ร้อยเอก ประจวบ สุนทรางกูร
๓๐.ร้อยเอก ทม จิตต์วิมล
๓๑.ร้อยเอก ขุนปรีชารณเสฏฐ์
๓๒.ร้อยเอก ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค
๓๓.ร้อยเอก ทองคำ ยิ้มกำพู
๓๔.นาวาอากาศโท เฉลิม วัฒนากูล
๓๕.นาวาอากาศตรี นักรบ มีศรี
๓๖.ร้อยตำรวจเอก เกษียร ศรุตานนท์