Friday, April 3, 2009

ลำดับ๕๒๘.กองแลปฏิวัติ(๕)

บทที่ ๕

ทันทีที่กองแลได้ทราบรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของเจ้าสุวรรณภูมา เขาก็โทรเลขไปถึงเจ้าสุวรรณภูมาที่หลวงพระบาง ขอให้ถอนภูมี หน่อสวันและท้าวอินแปง สุริยะไท ออกจากคณะรัฐมนตรี หรือมิฉะนั้นก็ให้จับตน(กองแล)และทหารอีก ๘๐๐ คนประหารชีวิตก็แล้วกัน.

เจ้าสุวรรภูมาโทรเลขตอบกลับว่าสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบไปแล้วและเจ้ามหาชีวิตก็ได้ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีไปแล้ว จึงไม่อาจที่จะทำตามคำขอร้องของกองแลได้

ในที่สุดกองแลก็ยอมตามคำชี้แจงของเจ้าสุวรรณภูมา แต่ก็ยังไม่ถอนกำลังกลับเข้าสู่ที่ตั้งปกติ คงยังยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆไว้เช่นเดิม และต่อมาในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๐๓ ทหารของกองแลได้ปะทะกับทหารภาค ๓ ภาค ๔ ของฝ่ายภูมี ที่มีพลจัตวาบุญเลิศ สามิจัน เป็นผู้บัญชาการ ส่วนทางซำเหนือทหารของภูมีก็ได้ปะทะกับทหารฝ่ายแนวลาวรักชาติ

ต่อมาได้เกิดการปะทะกันอีก ๓ จุด ระหว่างฝ่ายกองแลร่วมกับทหารแนวลาวรักชาติปะทะกับทหารฝ่ายภูมี ที่บริเวณปากซัน เมืองสานะคาม เชียงค้อ บ้านแอด แขวงซำเหนือ การปะทะกันทุกครั้งได้สร้างความเสียหายให้กับทหารฝ่ายภูมีตลอดมา

วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๐๓ ภูมี หน่อสวันได้ประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรลาวและประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งคณะปฏิวัติตามแบบอย่างของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ผู้เป็นน้า โดยให้เจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์เป็นหัวหน้าคณะ นิตยสารไทม์ของอเมริกันได้เคยชมเชยเจ้าบุญอุ้มไว้ว่าเป็นแบบฉบับของผู้ชายเจ้าสำราญของลาวโดยแท้ มีของโปรดอยู่ ๓ อย่างคือ เงิน,เหล้า,และผู้หญิง ดังนั้นเมื่อเจ้าบุญอุ้มได้มาเป็นผู้นำคณะปฏิวัติก็เป็นเรื่องขบขันกันทั่วทั้งเวียงจันทน์

เหตุที่ภูมีและบุญอุ้มฉีกตัวออกจากรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมาและทำรัฐประหารซ้อนล้มรัฐบาลนั้น ภูมีอ้างว่าเพราะรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมาไม่สามารถรักษาสภานการณ์ ปล่อยให้เวียดมินห์บุกรุกรานราชอาณาจักรลาวทางด้านแขวงพงสาลี ซำเหนือ และเชียงขวาง

แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่า เพราะภูมีไม่พอใจในนโยบายเป็นกลางและสันติของเจ้าสุวรรณภูมา ที่มีท่านกีนิน พลเสนาพลักดันอยู่เบื้องหลัง และเพราะในการดำเนินนโยบายเป็นกลางในสายตาของภูมีที่สวมแว่นอเมริกัน เห็นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คอมมิวนิสต์และแนวลาวรักชาติ ภูมีจึงพยายามที่จะเอาชนะทางการทหารเพื่อมาต่อรองทางการเมือง แต่ภูมีก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ

ในการปะทะกันหลายครั้งหลายพื้นที่ระหว่างทหารของภูมีกับทหารของกองแลและทหารฝ่ายแนวลาวรักชาติ ปรากฏว่าทหารของภูมีไม่ประสบชัยชนะเลย ไม่ว่าจะเป็นที่ปากซัน เมืองสานะขาม ซำเหนือหรือเชโปน ภูมีจึงไม่มีหวังในการสู้รบนอกจากจะได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและกำลังของสฤษดิ์ ธนะรัชต์จากไทย

แต่การที่สหรัฐและสฤษดิ์จะยื่นมาช่วยเหลือภูมีได้ ภูมีก็จะต้องถอนตัวออกมาเสียจากรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมาแล้วประกาศจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่คือคณะปฏิวัติ และทันทีที่ภูมีประกาศแยกตัวออกจากรัฐบาลและจัดตั้งคณะปฏิวัติขึ้น ความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในทางการทหารที่มาคอยรออยู่แล้วในฝั่งประเทศไทย ก็หลั่งไหลเข้าสู่สวันเขตทันทีรวมทั้งที่ปรึกษาทางทหาร และเงินช่วยเหลือพิเศษสำหรับภูมี ๑๖ ล้านดอลล่าร์

เมื่อเผชิญแผนยกทัพบุกเวียงจันทน์ของภูมี หน่อสวัน เจ้าสุวรรณภูมาก็ต้องหันพึ่งฝ่ายปเทดลาวขอให้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม การเจรจาระหว่างฝ่ายแนวลาวรักชาติกับฝ่ายเจ้าสุวรรณภูมา อันมีท่านกีนิน พลเสนา ท่านมหากุ สุวรรณเมธี ท่านมหาบุคดีและท่านเพ็ง พงศ์สวัน ก็ได้ดำเนินไปด้วยดี เพราะมีเป้าหมายตรงกันคือความปรองดองแห่งชาติ สันติภาพและเป็นกลาง

การเจรจาได้แบ่งเป็น ๒ คณะ คือคณะเจรจาปัญหาการเมืองมีท่านหนูฮักเป็นหัวหน้าคณะ กับคณะเจรจาปัญหาทางการทหาร มีท่านสิงกะโปเป็นหัวหน้าคณะเจรจากับคณะของกองแล

การเจรจาปัญหาทางการทหารเป็นการเจรจาปัญหาเฉพาะหน้า คือแผนต่อสู้กับภูมี ป้องกันเวียงจันทน์ ซึ่งท่านสิงกะโปได้รับมอบหมายจากที่ประชุมให้หัวหน้าบัญชาการรักษาเมืองเวียงจันทน์.

ลำดับ๕๒๗.กองแลปฏิวัติ(๔)

บทที่ ๔

เจ้าสุวรรณภูมาปฏิเสธที่จะย้ายรัฐบาลไปตั้งที่หลวงพระบาง แต่ยอมรับที่จะร่วมมือกับฝ่ายนายพลภูมี หน่อสวัน ดังนั้นในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๐๓ เจ้าสุวรรณภูมาพร้อมด้วยพลจัตวาอ้วน ราทิกุลได้เดินทางไปเจรจากับนายพลภูมี ผลการเจรจาไม่เป็นที่ตกลงกันได้ ภูมีไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาลอ้างว่ารัฐบาลของเจ้าสุวรรณภูมาเป็นรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ภูมีได้ตั้งเงื่อนไขให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่ที่หลวงพระบาง เพื่อให้มีการซาวเสียงจัดตั้งรัฐบาลใหม่และให้ส่งกองแลกลับเข้ากรมกอง

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรจึงได้เกิดขึ้นที่หลวงพระบางตามเงื่อนไขของภูมี ในวันที่ ๓๐ สิงหาคม และในที่สุดรัฐบาลชุดใหม่ก็ถูกตั้งขึ้น โดยเจ้าสุวรรณภูมาเป็นนายกฯ ภูมี เป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีมหาดไทย

การกลับมาร่วมมือกับภูมี หน่อสวันนี้นับเป็นลางแพ้อันดับแรกของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเจ้าสุวรรณภูมาจะแสดงบทบาทของนักการเมืองที่เฉียบขาด สนับสนุนกองแลอย่างเต็มที่ด้วยการจับภูมี หน่อสวันเสียก่อนแล้วรวมกำลังของกองแลกับของฝ่ายลาวต่อต้าน(ปเทดลาว)เข้าด้วยกัน ประชาชนลาวทั่วประเทศก็จะให้ความสนับสนุนรัฐบาลก็จะมีเสถียรภาพมั่นคง

ฮิลแมนได้กล่าวถึงการลงมือต่อต้านการรัฐประหารไว้ว่า

“ภูมี หน่อสวัน ไม่มีเจตนาที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาสงบศึกเลย เห็นได้ชัดว่าทำไปก็เพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น เขาเดินทางไปบ้านเก่าของเขาที่สวันเขตแทบจะในทันทีเขาก็ขอการสนับสนุนจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ญาติผู้ใหญ่ของเขาและก็จากพวกอเมริกันตัวแทนสำนักต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีความเห็นอกเห็นใจ…” จากนั้นอาวุธอเมริกันก็หลั่งไหลโดยทางเครื่องบินจากไทยมายังสวันเขต ขณะเดียวกันทหารไทยก็มาชุมนุมกันอยู่ตามฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามเวียงจันทน์ และรัฐบาลไทยก็ดำเนินการปิดล้อมไม่ให้อาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆเข้าไปเวียงจันทน์ได้”

รัฐประหารของกองแลได้สร้างความเจ็บแค้นอย่างที่สุดให้แก่สถานทูตอเมริกัน เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้า เท่ากับตบหน้าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายโดยตรง มิหนำซ้ำมันเกิดขึ้นเมื่อ วินทร็อปบราวน์ ทูตคนใหม่เดินทางมารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ต่างก็วุ่นวายกันอยู่ว่าจะสนับสนุนใครดี อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลใหม่ของเจ้าสุวรรณภูมาจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่วงการภายในก็เป็นที่ทราบทั่วกันว่า การรับรองนั้นก็เพื่อที่จะได้มีเวลาหายใจสำหรับวางแผนที่จะโค่นล้มเท่านั้นเอง.

ลำดับ๕๒๖.กองแลปฏิวัติ(๓)

บทที่ ๓

๑๓ สิงหาคม ๒๕๐๓ เจ้าสุวรรณภูมาเดินทางกลับมาจากฝรั่งเศสตามคำเชิญของคณะรัฐประหารภายใต้การนำของร้อยเอกกองแล และในวันเดียวกันนั้น นายพลจัตวา อ้วน ราทิกุล เสนาธิการทหารกับคณะเดินทางไปพบเจ้าสมสนิท นายกรัฐมนตรีที่หลวงพระบาง พร้อมกับมติล้มรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร

๑๔ สิงหาคม คณะรัฐประหารของกองแลได้ออกแถลงการณ์มีความว่าดังนี้

“คณะรัฐประหารขอแจ้งให้ประชาชนทั่วหน้าทราบว่า คณะผู้แทนที่ได้เดินทางไปหลวงพระบางเมื่อเช้านี้เพื่อเสนอญัตติของสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการยุบรัฐบาล บัดนี้ได้รับโทรเลขจากหลวงพระบางว่า รัฐบาลของเจ้าสมสนิททั้งคณะได้ยื่นใบลาออกต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตแล้ว แต่ ๑๖ น.วันที่ ๑๓ สิงหาคมนี้ เป็นไปตามความประสงค์ของคณะรัฐประหารและประชาชน เดี๋ยวนี้คณะผู้แทนของเรากำลังขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิต คณะผู้แทนราษฎรพร้อมด้วยรัฐมนตรีทุกท่านที่อยู่หลวงพระบางจะเดินทางกลับมาเวียงจันทน์ในวันนี้”

ในเวลาเดียวกันเจ้ามหาชีวิตก็แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเจ้าสุวรรณภูมา เป็นนายกรัฐมนตรี,เจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ,ท้าวกีนิน พลเสนาเป็น รมต.มหาดไทย

สำหรับนายพลภูมี หน่อสวัน ทันทีที่รู้ข่าวกองแลทำรัฐประหารในเวียงจันทน์ เขาบินกลับสวันเขตและเตรียมการต่อต้านรัฐประหารกลับทันที โดยการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ผู้มีศักดิ์เป็นน้า ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย

ภูมี ได้ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้นในสวันเขตและได้ออกอากาศในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๐๓ ปฏิเสธรัฐบาลของเจ้าสุวรรณภูมา อ้างว่าเป็นรัฐบาลหุ่น ขณะเดียวกันเขาได้ตั้ง “คณะรัฐบาลประจำการสวันเขต” หรือคณะกรรมการปราบคณะรัฐประหารของกองแลที่มีตัวเขาเป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งต่อมาได้ส่งกองกำลังเข้าไปโอบล้อมเวียงจันทน์

ต่อมาได้มีการปะทะกันระหว่างกองทหารของกองแลกับทหารสวันเขตที่ปากกระดิ่ง แถบน้ำงึม ห่างจากเวียงจันทน์ไปทางทิศตะวันออก ๕๐ กิโลเมตร

เจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์ ได้ออกประกาศขอร้องไม่ให้มีการปะทะกันระหว่างกองทัพลาว และได้แต่งตั้งพลจัตวาอ้วน ราทิกุล เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

๒๓ สิงหาคม ๒๕๐๓ รัฐบาลลาวต่อต้านภายใต้การนำของเจ้าสุภานุวงศ์ได้ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงซำเหนือสนับสนุนแนวทางสันติภาพเป็นกลางและปรองดองแห่งชาติของรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมา

ต่อมานายเกรแฮม พาร์สัน อดีตเอกอัครราชทูตอเมริกันประจำประเทศลาว ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้านตะวันออกไกล ถูกส่งตัวมาจากวอชิงตันมาพบเจ้าสุวรรณภูมาโดยด่วน เพื่อขัดขวางการเจรจาระหว่างเจ้าพี่สุวรรณภูมากับเจ้าน้องสุภานุวงศ์ไม่ให้เกิดขึ้น และขอให้เจ้าสุวรรณภูมาหันไปจับมือกับฝ่ายของนายพลภูมี หน่อสวัน และย้ายที่ตั้งรัฐบาลไปอยู่เสียที่เมืองหลวงพระบาง

Thursday, April 2, 2009

ลำดับ๕๒๕.กองแลปฏิวัติ(๒)

บทที่๒

การรัฐประหารของร้อยเอกกองแลสร้างความงุนงงให้แก่ฝ่ายรัฐบาลเวียงจันทน์และซีไอเอ เว้นแต่ฝ่ายขบวนการปเทดลาว ทั้งนี้เพราะกองแลนับถือสหายสิงกะโปแม่ทัพคนสำคัญของฝ่ายปเทดลาวเป็นอาจารย์ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อสหายสิงกะโปมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในฐานะนายทหารที่สามารถที่สุดคนหนึ่งของขบวนการปเทดลาว ซีไอเอได้มอบหมายให้กองแลซึ่งในขณะนั้นเป็นนายทหารพลร่มรับการฝึกจากอเมริกัน ให้เข้ามาใกล้ชิดติดต่อเพื่อ “ล้างสมอง” สหายสิงกะโป ให้มารับใช้ผลประโยชน์ของอเมริกัน

สหายสิงกะโปกับกองแลแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นเวลานาน ๓ เดือน การณ์กลับปรากฏว่ากองแลนั่นเองถูกโน้มน้ามจิตใจเพราะสหายสิงกะโปย้ำอยู่ตลอดเวลาถึงหน้าที่ๆแท้จริงของคนลาวที่รักชาติ และในการพบกันครั้งสุดท้าย กองแลถึงกับกล่าวออกมาว่า “เมื่อถึงเวลาสมควร ครูจะได้รับความสนับสนุนจากวงการต่างๆอย่างไม่คาด พวกเราหลายคนทนต่อไปไม่ได้แล้วเรื่องพี่น้องลาวต้องฆ่ากันเองนี้”

ต่อมา เมื่อตอนทหารปเลดลาว ๒ กองพันหลบหนีการปิดล้อมของกองทหารฝ่ายรัฐบาลเวียงจันทน์ที่พงสาลีและซำเหนือ กองพันพลร่มของรัฐบาลเวียงจันทน์ได้รับคำสั่งให้ออกติดตามกวาดล้าง แต่กลับถูกตอบโต้จนแตกพ่าย (การหลบหนีของ ๒ กองพันของฝ่ายปเทดลาวอ่านได้ที่
กองพันพลร่มที่ ๒ ของกองแลก็ได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติการแทน กองแลจึงติดต่อไปถึงสหายสิงกะโปซึ่งขณะนั้นถูกควบคุมตัวอยู่ในคุกโพนเค็ง สหายสิงกะโปกำลังจะหลบหนีออกจากคุกพร้อมด้วยคณะทั้งหลาย จึงส่งข่าวกลับไปว่า “อย่าเปิดเผยตัวเองหรือกองทหารของตัวเองให้มากนัก”

เมื่อกองพันพลร่มของกองแลติดตามกองทหารปเทดลาวทัน ในทันที่ที่เผชิญหน้ากันนั้นกองแลที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยก็ถือโอกาสหลบเข้าไปรักษาพยาบาล กองทหารของกองแลที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาจึงแตกฮือหลบหนีในการปะทะกันครั้งแรกนั้นเอง

เมื่อเจ้าสุภานุวงศ์ได้รับทราบเรื่องการทำรัฐประหารในเวียงจันทน์ก็ได้หารือกับผู้นำคนอื่นๆ ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในที่สุดก็ตกลงมอบหมายให้สหายสิงกะโปเป็นผู้ไปติดต่อกับกองแลโดยเร่งด่วน

ระยะทางจากคุกโพนเค็งมาถึงฐานที่มั่นในป่าใช้เวลาเดินทางนานถึง ๓ เดือน แต่สหายสิงกะโปได้รีบเร่งเดินทางโดยทางลัดไปเวียงจันทน์ใน ๗ วัน แล้วกองแลก็ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับเข้าเมือง

สหายสิงกะโปได้บันทึกเรื่องราวในการไปติดต่อกับกองแลไว้ว่า

“คณะของเราจึงได้จัดตั้งคณะเจรจาขึ้นมาคณะหนึ่งตามคำชี้นำของศูนย์กลางพรรค คณะเจรจามีท่านหนูฮัก ภูมิสวันเป็นประธาน และในส่วนของเจ้าสุภานุวงศ์และคณะจำนวนหนึ่งได้เดินทางกลับไปซำเหนือ

ขณะเดียวกันสหายสาลี วงศ์คำซาว กับ ร.ท.เดือน สุนนะลาด รองหัวหน้าคณะรัฐประหารของกองแลได้ขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์บินวนเวียนไปเที่ยวหาพวกเราเพื่อให้มาเจรจาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลผสม ๓ ฝ่าย

ขณะนั้นเจ้าสุวรรณภูมาได้ถูกเจ้ามหาชีวิตเรียกตัวกลับมาจากปารีส(ถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำฝรั่งเศส)ให้มารับการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ดำเนินนโยบายสันติภาพ เป็นกลาง และปฏิบัติเพื่อความปรองดองแห่งชาติ

คณะพวกเราเดินทางจากบ้านบวกแก้วทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เมื่อได้ยินแถลงการณ์ของเจ้าสุวรรณภูมาทางวิทยุกระจายเสียงที่เรียกร้องให้รัฐบาลลาวต่อต้านเข้าไปเจรจาเพื่อรวมลาว ซึ่งก็ตรงกับวัตถุประสงค์สูงสุดของพวกเรา

สำหรับตัวเองได้รับมอบหมายจากศูนย์กลางพรรคให้เป็นผู้วางแผนช่วยเหลือกองแลโดยตรง เพราะได้คาดการณ์ไว้ว่าสงครามจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และเราก็ชำนิชำนาญเรื่องรบทัพจับศึกมาแล้ว อย่างที่ชาวบ้านเขาพูดกันว่า ที่ไหนมีศึกที่นั่นต้องมีสิงกะโป”

ลำดับ๕๒๔.กองแลปฏิวัติ(๑)

บทที่ ๑
๓ เดือนต่อมาหลังการแหกคุกโพนเค็ง เจ้าสุภานุวงศ์ได้รับฟังข่าวทางวิทยุทรานซิสเตอร์ว่า ได้เกิดการรัฐประหารครั้งใหม่ในเวียงจันทน์ ผู้นำปฏิวัติเป็นนายทหารหนุ่มอายุเพียง ๒๗ ปีนามว่า “กองแล”

บันทึกของพวก ซีไอเอเกี่ยวกับการปฏิวัติของกองแล มีดังนี้

ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๐๓ ที่ปรึกษาชาวอเมริกันของกองแลและผูเชี่ยวชาญด้านการทหารของ ซีไอเอ กำลังทำการฝึกภาคปฏิบัติเกี่ยวกับยุทธวิธีการเข้ายึดครองเมืองให้แก่หน่วยทหารของกองแล และเพื่อความสมจริงสมจัง ที่ปรึกษาอเมริกันจึงเลือกเมืองเวียงจันทน์เป็นเป้าหมายในการบุกยึด พวกเขาแนะให้กองแลบุกเข้ายึดสถานีวิทยุ สนามบิน ชุมทางถนนสายสำคัญๆ ที่ทำการไปรษณีย์และพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่นๆในเมือง ที่ปรึกษาอเมริกันยังได้มอบอุปกรณ์ทันสมัย คือ วิทยุทรานซิสเตอร์ให้พวกทหารไว้ติดตัว เพื่อกองแลจะได้สามารถออกคำสั่งผ่านการกระจายเสียงจากสถานีวิทยุที่ยึดได้

ที่ปรึกษาอเมริกันไม่รู้ภาษาลาวซึ่งเป็นภาษาที่พวกฝรั่งพบว่ายากลำบากในการฝึกให้เชี่ยวชาญ(ชาวลาวมักหัวเราะคิกคักเมื่อฝรั่งพยายามพูดคำว่าข้อยที่แปลว่าฉัน แต่กลับเพี้ยนเป็นคำที่แปลว่าอวัยวะเพศชายแทน) พวกเขาจึงไม่ตระหนักว่าชาวลาวที่ดูภายนอกเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนนั้น จริงๆแล้วกำลังคิดอะไรอยู่

หลังจากนัดแนะแผนการเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ตามการฝึกเท่านั้น เจ้าหน้าที่ซีไอเอต่างกลับบ้านไปพักผ่อน กองแลและทหารเข้ายึดเวียงจันทน์ตามบทที่ซีไอเอวางไว้ให้ แล้วเขาก็ประกาศคำสั่งปฏิวัติผ่านสถานีวิทยุที่เข้ายึดไปยังทหารของเขาที่สะพายวิทยุทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กของขวัญจากอเมริกัน โดยมีถ้อยแถลงขับไล่พวกต่างชาติให้ออกไปจากแผ่นดินลาวในทันที

เพื่อความไม่ประมาท อเมริกันประมาณ ๗๐๐ คนถูกอพยพข้ามแม่น้ำโขงและเดินทางลงใต้อีกหลายร้อยกิโลเมตรไปยังกรุงเทพฯ นครหลวงของประเทศไทย ในลาวตอนนี้มีคนอเมริกันเหลืออยู่ไม่ถึง ๕๐ คน

สื่อมวลชนในอเมริกาเสนอภาพวิกฤตการณ์ในลาว(ตามที่พวกสื่อมวลชนเรียกขานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น) ว่าเป็นการตัดเยื่อใยอย่างไม่สำนึกถึงบุญคุณที่อเมริกาได้ช่วยเหลือ สื่อมวลชนยังชี้ถึงอันตรายจากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นยิ่งขึ้นระหว่างลาวกับพวกคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์นี้มีลักษณะเหมือนเป็นภาพลวงตาอยู่ในที ตามถนนหนทางในเมืองเวียงจันทน์ ชาวบ้านร้านตลาดยังคงงีบหลับกลางวันเพื่อหนีไอร้อน ส่วนพวกทหารก็กุลีกุจอสะบัดผ้าที่เพิ่งซักเสร็จออกตากบนลำกล้องปืน และยังส่งยิ้มอย่างสุภาพให้กับฝรั่งทุกคนที่ผ่านไปมาเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ลำดับ๕๒๓.แหกคุกโพนเค็งบันลือโลก(จบ)

บทที่ ๑๑ สู่อิสรภาพ

เมื่อทุกคนมาพร้อมเพรียงกันแล้ว ทั้งคณะก็พากันหลบหนีการตามล่า โดยเคลื่อนไปยังป่าดิบดงหนาทึบแถบห้วยน้ำร่องแชง ท่ามกลางสายฝนและลมแรง

ระหว่างทางกลางทุ่งมุ่งไปบ้านหนองแต้ เจ้าสุภานุวงศ์ได้ล้มลงโดยปุปปับ ทั้งนี้เพราะท่านได้พกเอกสารที่ท่านได้เขียนบันทึกไว้ในระยะเวลากว่า ๓๐๐ วันที่ถูกคุมขังในคุกโพนเค็ง เมื่อท่านหกล้มเอกสารก็หล่นออกมาจากเสื้อ ทางคณะจึงช่วยกันแบ่งเอกสารมาช่วยกันถือแล้วก็พากันออกเดินทางต่อไป

ไม่ช้าขอบฟ้าก็เริ่มแจ้งขึ้น คณะสหายจึงต้องวิ่งสลับเดินให้พ้นสายตาชาวบ้านไปโดยเร็ว เพราะขณะนั้นชาวบ้านหนองแต้กำลังมีงานบุญและมีเสียงอึกทึกก่อนฟ้าจะรุ่งสาง

จากทุ่งนาเข้าสู่ป่าทึบเป็นป่าดงดิบ ริ้นยุงมากพอๆกับผึ้งทั้งฝูง เมื่อได้กลิ่นอายมนุษย์มันก็บินมาตอม การเดินทางของคณะสหายจำเป็นต้องเดินทางตอนกลางคืนโดยไม่อาศัยแสงไฟนำทาง จึงมีแต่แสงสะท้อนจากโลหะที่ติดไว้ข้างหลังเสื้อของผู้เดินนำหน้า แล้วทั้งคณะก็เดินตามหลังกันไปในความมืด

แหงนหน้ามองฟ้าทิศบูรพาเห็นขอบฟ้าสลัว พวกเขาเดินอย่างระโหยโรยแรงเข้าไปถึงดงใหญ่ก็พอดีกับฟ้าแจ้งจางปาง จึงพากันมุดเข้าไปอาศัยภายใต้ร่มเงาต้นไม้หนาทึบ เพื่อพักผ่อนหลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่น

เสียรถบรรทุกทหารวิ่งมาบนถนนหมายเลข ๑๓ ตามมาด้วยรถถัง เฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินที ๒๘ บินวนบนท้องฟ้าตามไล่ล่าคณะสหาย

เมื่อยก็เมื่อย หิวก็หิว แต่พวกเขาก็ต้องอดทนและอดทนเพื่อเป้าหมายปลายทางเบื้องหน้าคือการต่อสู้ ต่อสู้เพื่อขับไล่จักรวรรดินิยมออกจากดินแดนลาว

ริ้นยุงบินมาตอมเป็นกลุ่มๆ แต่ละคนแยกย้ายกันนั่งอย่างเงียบสงบ เจ้าสุภานุวงศ์และผู้นำสำคัญอยู่ลึกเข้าไปในป่า สหายสิงกะโปและสารวัตรทหารชุดหนึ่งนั่งหลบอยู่ทางทิศตะวันออก อีกชุดอยู่ทางทิศใต้ เพื่อรอคอยฟ้ามืดเพื่อจะออกเดินทางอีกครั้ง

ประมาณ ๗ โมงเช้า ชาวนาคนหนึ่งเข้ามาในป่าเพื่อติดตามควายที่พลัดหลง สหายสิงกะโปได้เข้าควบคุมตัวไว้ ยังไม่ปล่อยตัวให้กลับบ้าน แม้ว่าท่าทีของเขาจะไม่เป็นอันตรายต่อคณะสหายแต่ก็เป็นความจำเป็นที่จะต้องควบคุมตัวเอาไว้ก่อน

ชาวนาผู้นั้นอยู่กับคณะจนถึงเวลาพลบค่ำ เขารับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่นำเรื่องไปพูดก่อนจะถูกปล่อยตัวไป แล้วคณะสหายก็ออกเดินทางต่อไปเมื่อความมืดมิดเข้ามาเป็นม่านกำบัง

ออกจากดงใหญ่ก็พากันเดินไปตามป่าดิบหนาทึบ ด้วยความอิดโรยและหิวโหย โดยมีท้าวเชียงสม เป็นผู้นำทาง การหลบหนีจากคุกโพนเค็งไปยังฐานที่มั่นเป็นระยะทางกว่า ๓๐๐ ไมล์ พวกเขาไม่เข้าไปพักพิงตามหมู่บ้านต่างๆ เพราะเกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านหากกลุ่มทหารรัฐบาลติดตามมา และพวกเขายังต้องหลบหลีกไม่ให้ทหารรัฐบาลพบเห็นร่องรอย

การแหกคุกครั้งนี้ได้สร้างความโกรธแค้นแก่นายพลภูมี หน่อสวันซึ่งโกรธเป็นอย่างมาก เพราะผู้คุมที่ตนไว้ใจที่สุดกลับไปเข้าข้างเจ้าสุภานุวงศ์กันทุกคน

หลังจากที่คณะสหายต้องพบกับความลำบากตรากตรำในป่าดิบทึบเพื่อหลบหนี พวกเขาก็มาถึงบ้านหัวขัวอันเป็นจุดนัดพบที่คณะรับผิดชอบทหารเขตพื้นฐานแขวงเวียงจันทน์ ภายใต้การนำของสหายสาลี วงศ์คำซาว ได้สั่งทหารเขตพื้นฐานมวลชนจำนวนหนึ่งมาคอยต้อนรับ แล้วนำคณะเดินทางต่อไปถึงด่านสูงภูพนังและเข้าพักในถ้ำแห่งหนึ่ง

เบอร์เช็ตต์บันทึกเรื่องการแหกคุกจากการสัมภาษณ์เจ้าสุภานุวงศ์ไว้ว่า

“เรื่องราวของการหนีและการดำเนินงานนับตั้งแต่การปูพื้นฐานทางด้านอุดมคติทางการเมืองของเจ้าสุภานุวงศ์ ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ในสภาพที่เป็นไปไม่ได้เลย จากการที่ท่านต้องถูกคุมขังอยู่นั้น สมควรจะเป็นเนื้อเรื่องอันมีคุณค่าของนวนิยายเรื่องยิ่งใหญ่ที่ว่าด้วยการเสี่ยงชีวิตและความกล้าหาญของมนุษย์เรา นิยายที่มีแต่ความตื่นเต้นน่าอัศจรรย์ซึ่งไม่มีจินตนาการใดๆ จะเลิศเลอไปกว่านี้ได้อีกแล้ว นับเป็นประจักษ์พยานอีกครั้งหนึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณลักษณะพิเศษของเจ้าชายผู้กลายมาเป็นนักปฏิวัติผู้นี้.
.”

ลำดับ๕๒๒.แหกคุกโพนเค็งบันลือโลก(๑๐)

บทที่ ๑๐.เรื่องวุ่นๆ ที่จุดนัดพบ

การเตรียมตัวหนีจากคุกโพนเค็งได้เริ่มขึ้น ทุกคนอยู่ในสภาพพร้อม และเพื่อความคล่องตัวทุกคนจึงไม่มีเป้หรือสิ่งของใดติดตัวไป เพียงแต่สวมเสื้อสารวัตรทหารซ้อนไว้ แต่เจ้าสุภานุวงศ์เท่านั้นที่มีเสื้อกันฝน ท้าวเชียงสมที่ท่านสาลี วงศ์คำซาวส่งเข้ามานำทางแหกคุก ได้นำอาหารอย่างง่ายๆมาแจกจ่ายแก่ทุกคนเพื่อเป็นอาหารกลางทางช่วงที่หลบหนี

ลมยังคงพัดแรง ฝนเบาลงกลายเป็นพรำๆ คณะชุดที่ ๑ เริ่มก้าวขาออกจากประตูคุก ตามด้วยชุดที่ ๒ แล้วก็ชุดของสหายสิงกะโปที่มีอาวุธครบมือเตรียมพร้อมจะลั่นทันทีที่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาเดินผ่านหน้ารถถังไป พลันนั้นทหารนายหนึ่งโผล่หัวขึ้นมาจากรถถังแล้วก็ผลุบลงไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น.

คณะผู้แหกคุก หมอบๆ คลานๆ เลาะเลียบไปตามริมรั้วและแยกกันออกเป็นหลายจุด เพื่อสะดวกแก่การข้ามรั้ว สหายสิงกะโปเหยียบลงไปที่สุนัขตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้เรือนทหารผู้คุม มันส่งเสียงร้องและวิ่งหนีไป คณะจึงต้องรีบลอดรั้วออกไป ไปยังห้วยร่องแชง และนัดหมายจุดรวมตัวกันที่ป่าไม้ฉำฉาใกล้ห้วยร่องแชง

ได้มีการกำหนดสัญญาณถามตอบเพื่อให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ คือ สัญญาณว่า ถ้า ถาม "เดือน"ให้ตอบว่า "ดาว" และถ้าถาม "ดาว" ก็ให้ตอบว่า "เดือน" และเพื่อความแน่นอนจึงได้กำหนดไว้ว่าคนที่ถามก่อน จะต้องถามว่า “เดือน” และตอบว่า “ดาว” ไม่ให้ถามดาวก่อน

แล้วคณะหลบหนี ก็ทะยอยไปถึงจุดนัดหมายที่ป่าไม้ฉำฉาที่ปกคลุมมืดมิดเหมือนอยู่ในถ้ำ เมื่อสำรวจตรวจนับดูว่ามากันครบทั้งคณะแล้วหรือยัง ทุกคนในที่นั่นก็ต้องตกใจอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่ยังมาไม่ถึงจุดนัดหมายคือ เจ้าสุภานุวงศ์ และสหายสีชนะ สีสาน!

ทั้งหมดจึงพากันเดินย้อนกลับไปตามทางที่หลบหนีมา จนพบเจ้าสุภานุวงศ์และท่านสีชนะ อยู่ในร่องแชง ไม่สามารถจะปีนขึ้นมาได้ เมื่อช่วยทั้ง ๒ ท่านขึ้นมาแล้ว ทั้งหมดจึงกลับไปที่จุดนัดพบที่ป่าไม้ฉำฉา

แต่ทั้งคณะก็ยังคงต้องรอคอยท้าวกองคำที่ไปรับ มหา ๔ ท่านที่ลาสิกขาออกมาช่วยต่อสู้ การรอคอยจึงเต็มไปด้วยความกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ช้าค่ายทหารก็จะรู้ว่าผู้ถูกคุมขังได้แหกคุกหลบหนีและจะต้องออกตามล่าอย่างแน่นอน

สักครู่ต่อมาที่ยาวนานเหมือนเป็นปี ปรากฏแสงไฟฉายปรากฏมาจากที่ไกลๆ ทั้งหมดตื่นตัวขึ้นมาจากการหยุดพักเพราะอาจจะเป็นฝ่ายตามล่ากำลังใกล้เข้ามา และเพื่อความปลอดภัยจึงได้ขอให้เจ้าสุภานุวงศ์และผู้นำท่านอื่นๆหลบเข้าที่กำบัง เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล คณะที่ถืออาวุธก็จะลงมือก่อน

เมื่อแสงไฟฉายเข้ามาใกล้ก็ดับลง และเสียงหนึ่งก็ถามขึ้นว่า “ดาว” ซึ่งผิดจากที่ตกลงกันว่าจะต้องถามว่า “เดือน” สหายสิงกะโปจึงสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อม และสหายก็ร้องถามไปว่า “เดือน” เสียงจากฝ่ายนั้นตอบกลับว่า “ดาว” จึงเป็นอันโล่งใจได้ว่าเป็นพวกเดียวกัน เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเกือบจะต้องยิงกันเองอยู่แล้ว.