Friday, February 27, 2009

บทความที่๔๕๐.บทเรียนที่รัฐบาลเผด็จการชนชั้นไม่เคยจำ กรณีขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน

อันเนื่องจากข่าวรัฐบาลเผด็จการชนชั้นที่มีนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ขอให้รัฐบาลฮ่องกงส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาประเทศไทยในข้อหาผู้ร้ายข้ามแดน ผมจึงขอนำเรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ ๖๑ ปีแล้วโดยรัฐบาลเผด็จการที่ทำปฏิวัติเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ได้ส่งเรื่องขอให้สิงคโปร์(ภายใต้การปกครองของอังกฤษ)ส่งตัวผู้ร้ายหลบหนี(ที่รัฐบาลเผด็จการยัดเยียดข้อหาให้)กลับมาประเทศไทย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ท่านปรีดี พนมยงค์ได้บันทึกเรื่องราวไว้ในชื่อ "ระลึกถึงคุณเฉียบ อัมพุนันทน์"มาให้ท่านผู้รักสัจจะทั้งหลายได้ศึกษากันดังนี้

นำลงอีกครั้งจากบทความเดิมที่ ๓๖๗
 http://socialitywisdom.blogspot.com/2008/03/blog-post_7005.html 

ระลึกถึงคุณเฉียบ อัมพุนันทน์(๕)
โดย ปรีดี พนมยงค์


ข้าพเจ้าขอย้อนกล่าวถึงคุณเฉียบฯ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เสร็จสิ้นแล้ว ว่ากรมตำรวจได้เปลี่ยนอธิบดีคนใหม่ ซึ่งได้สั่งย้ายคุณเฉียบฯจากตำแหน่งผู้บังคับกองตำรวจจังหวัดชุมพรมาเป็นผู้บังคับกองตำรวจจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณเฉียบฯจึงได้มาหาข้าพเจ้าปรารภว่าการที่ไปเป็นผู้บังคับกองตำรวจจังหวัดชุมพรนั้น ก็เพื่อปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษเกี่ยวกับขบวนการเสรีไทย ฉะนั้นจึงขอให้ข้าพเจ้าช่วยให้ได้กลับมาประจำในกองตำรวจสันติบาลตามสังกัดเดิม ข้าพเจ้าจึงได้ขอร้องอธิบดีกรมตำรวจคนใหม่ให้พิจารณาตามความเป็นธรรมที่เหมาะสม อธิบดีกรมตำรวจพิจารณาแล้วจึงได้สั่งย้ายคุณเฉียบฯมาประจำกองตำรวจสันติบาล

ขณะนั้นได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๙ ซึ่งให้เสรีภาพบริบูรณ์แก่ปวงชนชาวไทยในการเลือกถือลัทธินิยมใดๆ ในสมาคมและในการตั้งพรรคการเมือง ฯลฯ ฉะนั้นฝ่ายกรรมกรจึงมีสิทธิเคลื่อนไหวเรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการ ข้าพเจ้าจึงได้ขอให้อธิบดีกรมตำรวจมอบหมายการงานพิเศษให้แก่คุณเฉียบฯ เพื่อช่วยเหลือกรรมกรที่เรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการจากนายจ้างซึ่งเป็นธรรมดาที่นายจ้างก็ไม่ยอมตกลงง่ายๆ ฉะนั้น คุณเฉียบฯจึงได้ไปช่วยกรรมกรเจรจากับนายจ้างเป็นผลสำเร็จหลายราย อาทิ กรรมกรโรงงานเบียร์ของบริษัทบุญรอด, กรรมกรโรงเลื่อยไม้ ฯลฯ และช่วยเหลือกรรมกรในงานชุมนุมใหญ่ แห่งวันกรรมกรสากล (๑ พฤษภาคม ๒๔๙๐) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย 

คุณเฉียบฯได้เปลี่ยนจิตสำนึกจากการเป็นนายตำรวจของฝ่ายนายทุน มาเป็นนายตำรวจของฝ่ายกรรมกร และได้ทำการต่อต้านพวกที่มีซากทัศนะทาสกับทัศนะศักดินา ซึ่งพยายามที่จะฟื้นฟูระบบถอยหลังเข้าคลองขึ้นมาอีก ฉะนั้นเมื่อพวกปฏิกิริยาทำรัฐประหารขึ้นในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ จึงในบรรดาคำสั่งของคณะนั้นได้มีคำสั่งฉบับหนึ่งปลดคุณเฉียบออกจากตำแหน่งประจำการ คุณเฉียบพร้อมด้วยผู้เคยอยู่ใต้บังคับบัญชา บางคน อาทิ คุณเทพวิฑูรย์ นุชเกษม ส.ต.ท.ชม แสงเงิน ฯลฯ จึงได้ไปขอลี้ภัยอยู่กับข้าพเจ้าที่บ้านพักของกรมนาวิกโยธินสัตตหีบโดย พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ ได้กรุณาต้อนรับข้าพเจ้าและผู้ติดตามให้พักอาศัยเพื่อลี้ภัยรัฐประหารนั้น

(โปรดอ่านบทความที่ ๑๑๘ จนถึง ๑๒๔ และ ๑๒๖ 
เรื่อง บันทึกของคุณเฉียบ อัมพุนันทน์ http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/04/blog-post_27.html)


ต่อมาข้าพเจ้าได้ออกจากสัตตหีบเพื่อไปลี้ภัยที่สิงคโปร์โดยความช่วยเหลือของนาวาเอกการ์เดส นำเรือเร็วไปส่งข้าพเจ้าขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอังกฤษที่อ่าวสยาม เพื่อเดินทางต่อไปยังสิงคโปร์ แต่คุณเฉียบกับผู้ติดตามยังคงพักอาศัยอยู่ที่สัตตหีบชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ครั้นแล้วคุณเฉียบกับผู้ติดตามก็ได้เดินทางไปสิงคโปร์ เมื่อถึงสิงคโปร์แล้ว คุณเฉียบได้รายงานตัวต่อตำรวจสิงคโปร์ ขอลี้ภัยการเมือง ในชั้นแรกนายตำรวจสิงคโปร์ได้มาพบข้าพเจ้าแจ้งว่า เขามีความยินดีมากที่จะขอให้คุณเฉียบทำงานเป็นนายตำรวจที่สิงคโปร์ แต่อีกไม่กี่วันต่อมาตำรวจสิงคโปร์ก็ได้จับตัวคุณเฉียบกับ ส.ต.ท.ชม แสงเงิน โดยอ้างว่ารัฐบาลไทย (รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์)ได้ขอให้ส่งตัวคุณเฉียบกับ ส.ต.ท.ชม กลับประเทศไทยในข้อหาว่าเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย แต่ความจริงนั้น ตำรวจของรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องการจะเอาตัวบุคคลทั้งสองไปเป็นผู้ต้องหาว่าลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๘ ดังที่ปรากฏในบันทึกพระยาศรยุทธเสนีย์ว่า ขณะนั้นพระพินิจชนคดี และหลวงแผ้วพาลชน นายตำรวจทั้งสองกำลังเกลี้ยกล่อมที่จะให้พระยาศรยุทธเสนีย์ให้การปรักปรำบุคคลซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นปรปักษ์ของเขา เช่น นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ฯลฯ อันเป็นการแก้แค้นทางการเมือง โดยอาศัยกรณีสวรรคตมาเป็นเครื่องบังหน้า

คุณเฉียบ และ ส.ต.ท.ชมฯ ต้องถูกขังอยู่หลายวันที่กองตำรวจสิงคโปร์ เพราะฝ่ายรัฐบาลไทยของผลัดเวลาส่งหลักฐานมา เมื่อตำรวจสิงคโปร์ได้เอกสารที่ฝ่ายรัฐบาลไทยอ้างว่าเป็นหลักฐานแท้จริงตามข้อหานั้นส่งมายังตำรวจสิงคโปร์แล้ว ตำรวจสิงคโปร์ก็ได้นำตัวคุณเฉียบฯ กับ ส.ต.ท.ชมขึ้นศาลสิงคโปร์ให้พิจารณา

ขณะนั้นสิงคโปร์เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ศาลสิงคโปร์จึงเป็นศาลของอังกฤษซึ่งมีผู้พิพากษาเป็นคนอังกฤษ ในวันพิจารณา ตำรวจสิงคโปร์ได้นำกงสุลไทยประจำสิงคโปร์เป็นพยานให้การรับรองว่าเอกสารที่ตำรวจยื่นต่อศาลนั้นเป็นเอกสารของรัฐบาลไทย ครั้นแล้วผู้พิพากษาอังกฤษจึงได้หยิบสำนวนชูชึ้นกล่าวว่า

“Nothing, so discharge these two persons”

แปลว่า “ไม่มีอะไรเลย,ดังนั้นจึงปล่อยบุคคลทั้งสองให้พ้นข้อหาไป"

บทความที่๔๔๙.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(จบ)

ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?
(จากหนังสือของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ปี 2541)

ในระบบสังคมนิยม เครื่องกีดขวางระหว่างคนงานชนชาติต่างๆ จะถูกกวาดล้างไป ไม่มีชนชาติหนึ่งที่จะตกอยู่ภายในบังคับของชนอีกชาติหนึ่ง ไม่มีใครจะได้รับการเชิดชูให้สูงขึ้นหรือถูกกดให้ต่ำลงเพราะเหตุแห่งผิวกายหรือสัญชาติของเขา กลุ่มชนต่างๆจะได้รับความช่วยเหลือในการจำเริญทรัพยากรทางเศรษฐกิจ พร้อมด้วยการจำเริญจารีตทางศิลปกรรมและวรรณกรรมของชาติ ในระบบสังคมนิยมจึงไม่มีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวและไม่กลัวเรื่องแรงงานต่างด้าว เพราะในระบบสังคมนิยมมีแต่เรื่องของมนุษยชาติผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน

ในระบบสังคมนิยม ประชาธิปไตยจะไม่จำกัดอยู่แต่เพียงการสมัครรับเลือกตั้ง หรือออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้าไปนั่งในสภาทุก ๔ ปี หรือกี่ปีก็ตาม หากแต่ประชาธิปไตยจะขยายตัวแผ่คลุมไปตามโรงงานทุกโรงงาน ไปตามอาคารที่อยู่อาศัยทุกอาคาร และแผ่คลุมไปในชีวิตทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

ความแตกต่างในภาวะความเป็นอยู่ระหว่างเมืองและชนบทจะถูกเลิกล้มให้หมดไป พวกคนงานตามหมู่บ้านจะเรียนรู้ในการใช้เครื่องจักร และเพิ่มฝีมือในการทำงานของเขาให้ขึ้นสู่ระดับเดียวกับฝีมือของคนงานในเมือง ความสะดวกในการศึกษาและการจำเริญวัฒนธรรม ซึ่งแต่เดิมจะหาได้แต่ในเมืองเท่านั้น ก็จะได้แผ่ขยายไปตามตำบลชนบทโดยทั่วถึง

ยิ่งไปกว่าสิ่งใดๆ ก็คือ ความคิดจำพวกที่มุ่งหมายจะแสวงหาสิ่งต่างๆ มาบำรุงบำเรอความสุขของตนแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนอันจะบังเกิดขึ้นแก่สังคมโดยการกระทำของตน ซึ่งเป็นลักษณะความคิดที่เศรษฐกิจทุนนิยมได้เพาะขึ้นไว้ในสังคมแต่เดิมมานั้น จะถูกขจัดให้หมดสิ้นไปและจะมีความคิดในรูปที่เป็นความคิดเผื่อแผ่แก่สังคม คือความคิดที่มีความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ามาแทนที่ ดังที่นักวิทยาศาสตร์สังคมผู้เรืองนามได้กล่าวไว้ว่า “แรงงานจะไม่ถูกถือว่าเป็นแต่เพียงเครื่องมือเพื่อการยังชีพเท่านั้น หากจะต้องถือว่าแรงงานนั้นเป็นสิ่งจำเป็นประการแรกที่ชีวิตจะขาดเสียมิได้”

ท่านนักวิทยาศาสตร์สังคมผู้เรืองนามได้กล่าวต่อไปว่า เมื่อใดที่ระบบสังคมนิยมได้แผ่ปกคลุมไปทั่วโลก เมื่อนั้นย่อมหมายถึงการสิ้นสุดของสงคราม เพราะเมื่อผลิตกรรมและวิภาคกรรมในทุกประเทศได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามหลักเกณฑ์ของสังคมนิยมแล้ว ก็จะไม่มีบุคคลกลุ่มใดในประเทศใดๆ ที่จะได้รับผลประโยชน์แม้แต่น้อยในการรบชนะประเทศอื่นๆ

ในทางกลับกัน การที่ประเทศทุนนิยมประเทศใดประเทศหนึ่งปราบประเทศที่ล้าหลังให้ตกอยู่ใต้อำนาจของตน ก็เพื่อจะขยายเศรษฐกิจทุนนิยมให้แผ่กว้างออกไป เพื่อที่จะบุกเบิกช่องทางใหม่ๆ สำหรับกลุ่มทุนฝ่ายการเงินจะได้ส่งทุนออกไปแสวงผลกำไร เพื่อที่จะได้แหล่งวัตถุดิบแหล่งใหม่ในราคาถูก และเพื่อจะได้ตลาดใหม่ในการขายสินค้า

แต่สำหรับประเทศสังคมนิยมที่ก้าวหน้าในงานอุตสาหกรรมอย่างอดีตสหภาพโซเวียตนั้น การที่จะใช้กำลังอาวุธปราบปรามประเทศที่ล้าหลัง จะเป็นสิ่งที่น่าขบขันทีเดียว เพราะว่าการที่จะขยายระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมเข้าไปยังประเทศที่ล้าหลังโดยการสงครามนั้น ย่อมหมายถึงว่า เป็นการลดมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในประเทศสังคมนิยมที่ก้าวหน้านั่นเอง(เพราะว่าต้องนำเงินไปทุ่มในสงคราม)

ประเทศที่ได้สถาปนาระบบสังคมนิยมขึ้นแล้วนั้นจะไม่ก่อสงครามรุกรานเป็นอันขาด เพราะว่าประเทศสังคมนิยมหรือกลุ่มชนกลุ่มใดในประเทศสังคมนิยมนั้น จะไม่ได้รับผลประโยชน์จากสงครามเลย และนี่ไม่ใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมอันใด แต่หากเกี่ยวกับปัญหาของรูปธรรมดังกล่าวมาแล้ว

ซึ่งต่างกับประเทศแห่งสังคมทุนนิยม อันมีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มนายทุน เป็นผู้มีส่วนได้เสียอย่างสำคัญ หากสงครามเกิดขึ้น และสงครามก็ย่อมจะเกิดขึ้นเพราะการผลักดันเร่งเร้าอันหื่นกระหายของกลุ่มนายทุน

และด้วยเหตุผลเช่นเดียวกัน จึงไม่มีรัฐสังคมนิยมใดมีความสนใจแม้แต่น้อย ในอันจะเหนี่ยวรั้งให้ประเทศล้าหลังคงขดอยู่ในความล้าหลังต่อไป ตรงกันข้าม หากว่าประเทศได้คลี่คลายขยายตัวออกไปทางอุตสาหกรรมและวัฒนธรรม และการคลี่คลายนั้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นเพียงใด ก็จะกลับเป็นผลดีแก่ประเทศสังคมนิยมทั่วไปเพียงนั้น จะทำให้มาตรฐานการครองชีพของมนุษย์ทั่วโลกได้เขยิบสูงขึ้น จะทำให้ชีวิตมีความรื่นรมย์ยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้นบรรดารัฐสังคมนิยมที่ได้ถูกสถาปนาขึ้นแล้วในอดีตและที่จะถูกสถาปนาขึ้นใหม่ในอนาคต จึงมีแต่จะเข้าช่วยเหลือประเทศที่ล้าหลังให้มีโอกาสจำเริญตัวเอง มิใช่คอยเหนี่ยวรั้ง และแน่นอนทีเดียว ประเทศสังคมนิยมย่อมจะไม่ฉวยโอกาสถลุงเงินและขูดรีดประเทศที่ล้าหลัง ไม่ว่าในทางใดๆ และกรณีใดๆ

ในโลกที่ใช้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมอย่างทั่วถึง ความก้าวหน้าต่อไปที่มนุษย์อาจบันดาลให้เกิดขึ้นได้นั้น จะทำให้สิ่งที่เป็นจินตนาการในสังคมพระศรีอาริย์ สังคมคอมมิวนิสต์ สังคมมะฮะดีเป็นความจริงขึ้นมาได้ เมื่อทุกประเทศได้วางแผนกิจการในด้านเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด และโลกซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริง จะได้วางแผนโดยการประสานแผนการเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน และเมื่อมีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ในทางเครื่องจักรกลก็จะได้นำออกเปิดเผยให้ได้เรียนรู้กันในระหว่างประเทศทั่วโลก และเมื่อได้แลกเปลี่ยนความสำเร็จในงานด้านวัฒนธรรมทุกแบบแก่กันและกันโดยทั่วถึงแล้ว ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยของมนุษย์จริงๆ ที่จะแสดงความก้าวหน้าอันเป็นก้าวยาวเหยียดให้เห็นประจักษ์ได้อย่างแท้จริง

และด้วยการสถาปนาสังคมนิยมอันสมบูรณ์แบบให้ปรกแผ่ไปทั่วโลก บทบาทอันยืดเยื้อในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อันว่าด้วยการแบ่งชนชั้นของมนุษย์และการต่อสู้ทางชนชั้นก็จะได้ถึงกาลอวสานลงเสียที และก็จะไม่มีการแบ่งมนุษย์ออกเป็นชนชั้นโดยการแบ่งแยกอย่างใหม่อีกต่อไป

ทั้งนี้เพราะสังคมนิยมสมบูรณ์แบบนั้น จะไม่มีธาตุที่จะอนุกูลให้มีการแบ่งชนชั้นเหลืออยู่ การแบ่งมนุษย์ออกเป็นชนชั้นในสมัยที่ความสามารถของมนุษย์ในการผลิตชีวปัจจัยยังอยู่ในระดับต่ำนั้น ไดยังประโยชน์ให้แก่ผู้ก่อตั้งกิจการเจ้าของเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต นับแต่สงครามครองทาส สังคมศักดินา และสังคมทุนนิยม และภายใต้สังคมทุนนิยม การแบ่งชนชั้น ได้ช่วยให้การผลิตได้รวมกันเข้าเป็นกลุ่มใหญ่ และได้ช่วยให้เกิดความจำเริญก้าวหน้ามหาศาลในทางเทคนิค

แต่หากเมื่อความก้าวหน้าได้ดำเนินมาถึงขั้นทีมนุษย์ได้มีเครื่องมือและวิธีเพิ่มกำลังผลิตให้สูงขึ้นอย่างมหาศาล จนกระทั่งว่าประชาชนอาจจะทำงานเพียงวันละ ๒ ชั่วโมง ก็เป็นการเพียงพอที่จะผลิตสิ่งของเครื่องใช้ได้เพียงพอแก่การครองชีพแล้ว การแบ่งชนชั้นในสังคมมนุษย์ก็ควรแก่การยุติลงได้และก็จะต้องจัดให้ยุติลง

สืบแต่นั้นไป มนุษย์ก็จะกลับเข้าสู่การต่อสู้ใหม่กับธรรมชาติซึ่งความได้เปรียบได้ตกแก่มนุษย์แล้ว มนุษย์จะไม่ต้องพยายามต่อสู้เอาชนะธรรมชาติด้วยการใช้เวทมนต์คาถาอันคร่ำครึอีกต่อไป มนุษย์จะไม่ต้องใช้คำสวดอ้อนวอนเพื่อกำจัดปัดเป่าภยันตรายจากธรรมชาติอีกต่อไป มนุษย์จะไม่ต้องเดินเปะปะอย่างคนตาบอดไปตามหนทางที่ฝ่าไปในการต่อสู้ระหว่างชนชั้นและสงครามอีกต่อไป

แต่จะเดินไปด้วยความเชื่อตัวเอง ด้วยความมั่นใจในอำนาจของเขาที่จะควบคุมพลังธรรมชาติไว้ได้ และจะเดินก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และเมื่อนั้นสวรรค์บนพื้นพิภพก็จะปรากฏขึ้นอย่างเที่ยงแท้แน่นอน และนี่คือ สังคมคอมมิวนิสต์ หรือสังคมพระศรีอาริย์ตามความฝันของชาวพุทธ หรือสังคมมะฮะดีตามความฝันของชาวมุสลิม.

Thursday, February 26, 2009

บทความที่๔๔๘.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๗)

ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?
(จากหนังสือของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ปี 2541)

เพราะฉะนั้น การแบ่งปันผลิตผลทั้งหมดที่จะใช้ในการบริโภค จึงดำเนินไปภายใต้หลักการที่ว่า “เอาจากแต่ละคนตามแต่ความสามารถของเขา และให้แก่แต่ละคนตามแต่ผลงานของเขา” หรืออีกนัยหนึ่ง “แต่ละคนทำงานตามความสามารถและแต่ละคนเอา(ค่าตอบแทน)ไปตามผลของงาน”

แต่ระบบสังคมนิยมนั้น หาได้หยุดยั้งอยู่แต่ระดับที่ได้รับมรดกมาจากสังคมทุนนิยมไม่ หากระบบสังคมนิยมจะเพิ่มพูนการผลิตให้สูงขึ้นทุกปีและในขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มพูนฝีมือในการทำงาน รวมทั้งเพิ่มพูนความคลี่คลายทางวัฒนธรรมของประชาชนไปพร้อมกันด้วย เพราะว่าคนงานที่ได้รับการอบรมทางวัฒนธรรมดีแล้ว และเป็นผู้ที่มีฝีมือในการทำงาน ย่อมจะได้รับค่าจ้างสูงกว่าคนงานที่ไม่มีฝีมือ

ดังนั้น, ความแตกต่างกันในอัตราค่าจ้างนี่แหละ ได้เป็นเครื่องกระตุ้นใจให้คนงานทุกคนพยายามที่จะปรับปรุงคุณสมบัติในการทำงานให้สูงขึ้นอยู่เสมอ และผลที่ได้จากการนี้ก็คือ เมื่อคนงานต่างก็พยายามปรับปรุงฝีมือการทำงานของเขาให้สูงขึ้น ผลิกรรมก็ย่อมทวีขึ้น ซึ่งหมายความว่าความสะดวกสบายของชีวิตจะขยายกว้างออกไป และรูปการเช่นนี้ย่อมจะส่งเสริมให้มาตรฐานการครองชีพของทุกคนได้เขยิบสูงขึ้นโดยลำดับ

เพราะฉะนั้นความไม่เสมอภาคหรือความไม่เท่าเทียมกันที่มีอยู่ในระบบสังคมนิยมในเยาว์วัยนั้น จึงเป็นเครื่องมือสำหรับยกระดับของสังคมส่วนรวม หรือนัยหนึ่งยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนทั้งหมด ให้เลื่อนจากชั้นต่ำไปสู่ขั้นสูงต่อไปและต่อไป

ความไม่เสมอภาคในระบบสังคมนิยม(ขั้นต้น)จึงทำหน้าที่แตกต่างกับความไม่เสมอภาคในระบบทุนนิยม เพราะว่าตามลัทธิเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น ความไม่เสมอภาคทำหน้าที่เป็นอาวุธสำหรับเพิ่มพูนความร่ำรวย มั่งคั่งให้แก่กลุ่มชนส่วนน้อยนิดคือนายทุน และบีบบังคับคนส่วนใหญ่คือผู้ออกแรงงานรังสรรค์สังคมให้ตกอยู่ในความยากจนค่นแค้น

อาจมีผู้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ความไม่เสมอภาคนี้จะคงอยู่ตลอดกาลในสังคมอนาคตหรือไม่?

ขอตอบว่า ไม่ สักวันหนึ่งสังคมในอนาคตจะบรรลุถึงขั้นที่ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ที่จะแบ่งปันผลผลิตของสังคมให้แก่ประชาชนตามส่วนแห่งบริการที่เขากระทำให้แก่สังคม

อย่างไรก็ดี การที่จะแบ่งปันผลิตผลของสังคม ให้แก่ผู้ทำงานตามส่วนแห่งผลงานที่เขาได้ทำให้สังคมหรือตามหลักการอื่นใดก็ตาม ก็เท่ากับเป็นการสารภาพว่า ไม่มีผลิตผลเพียงพอที่จะแบ่งปันให้แก่ทุกคนตามความต้องการของเขา

ในสังคมทุนนิยม ครอบครัวที่สามารถจะให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนมีอาหารการกินได้อย่างไม่อั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องวางกฎการแบ่งอาหารการกินขึ้นไว้ สมาชิกทุกคนในครอบครัวเช่นนั้นย่อมจะจัดการกับอาหารการกินได้ตามความต้องการของทุกคน

ในทำนองเดียวกัน เมื่อการผลิตของระบบสังคมนิยมได้ทวีขึ้น ถึงขั้นที่พลเมืองทุกคน อาจถือเอาของที่ผลิตขึ้นไปใช้ได้อย่างครบถ้วนตามความต้องการของเขา โดยที่จะไม่ทำให้ผู้อื่นต้องประสบกับการขาดแคลน เมื่อเป็นไปได้เช่นนั้น ก็จะไม่มีเหตุอันใดแม้แต่น้อย ที่จะต้องมาคำนวณและจำกัดว่าคนใดควรจะได้รับส่วนแบ่งปันเท่าใด

เมื่อสังคมได้คลี่คลายก้าวหน้าไปถึงขั้นนั้นแล้ว หลักการในเรื่องผลิตกรรมและวิภาคกรรม หรือในเรื่องการผลิตและการแบ่งปัน ก็จะแผกเพี้ยนไปจากหลักเดิมและจะดำเนินไปสู่หลักการที่ว่า “เอาจากแต่ละคนตามแต่ความสามารถของเขา และให้แก่แต่ละคนตามความต้องการของเขา” 

แต่เมื่อสังคมได้บรรลุถึงขั้นสูงแล้ว ก็มิได้หมายความแต่เพียงว่าทุกคนจะมีเครื่องอุปโภค-บริโภคเพียงพอแก่ความต้องการเท่านั้น สังคมนิยมในระดับสูงยังมีความหมายในประการอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น เช่นการเปลี่ยนแปลงท่าทีและทรรศน์ของประชาชน การศึกษาและโอกาสทั้งมวล เพื่อคลี่คลายไปสู่ความเจริญ ทุกสถานการศึกษาเปิดให้แก่เด็กทุกคน โดยเท่าเทียมกัน เด็กๆ จะได้รับการศึกษาทั้งในทางใช้มือและใช้สมอง และการให้โอกาสเท่าเทียมกันในการทำงานใช้แรงงานและใช้สมองนี้ จะค่อยๆ ขยายตัวไปสู่ประชาชนทั้งประเทศ ทุกคนจะได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นบุคคลในจำพวก “ปัญญาชน” ทั่วหน้ากัน และเมื่อเป็นดังนี้ ปัญญาชนก็จะไม่แยกตนออกไปจากงานที่ใช้แรง คงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแรงงานและรวมเรียกว่าคนงาน (Worker)

ในสังคมนิยม สตรีจะไม่ถูกแลดูเป็นเพศที่มีความด้อยกว่าบุรุษเพศ หรือเป็นเพศที่ไม่สามารถเข้ามีบทบาทในงานทุกแขนงของชีวิตแห่งสังคมอีกต่อไป เพราะว่าจะได้มีการปฏิบัติเป็นพิเศษเพื่อบรรเทาอุปสรรคต่อการที่สตรีจะออกจากบ้านไปทำงาน เช่น จัดให้มีสถานที่เลี้ยงเด็กตามโรงงานและตามที่อื่น ตามความจำเป็น เพื่อว่าสตรีผู้เป็นมารดาจะได้มีอิสระภาพมากขึ้นกว่าเดิม งานของสตรีทางบ้านจะลดลง โดยจัดให้มีโรงครัว โรงซักรีด และร้านขายอาหารของชุมชนขึ้น

การจัดการต่างๆ เพื่อแบ่งเบาภาระของสตรีเช่นนี้ ไม่หมายถึงว่าจะเกณฑ์ให้สตรีออกไปทำงาน เพราะว่าไม่มีการเกณฑ์สตรีให้ออกไปทำงานนอกบ้านแต่อย่างใด การอำนวยความสะดวกสบายต่างๆดังกล่าวนี้ ก็เพื่อจะบรรเทาภาระของเพศแม่ลงเท่านั้น แต่จิตสำนึกจากการอบรมบ่มเพราะของระบบสังคมนิยมนั้นเอง ที่จะเรียกร้องให้พวกเธอออกไปทำงานรับใช้สังคมตามทรรศนะที่ว่า “แต่ละคนทำงานเพื่อทุกๆคน และทุกๆคนทำงานเพื่อแต่ละคน”

บทความที่๔๔๗.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๖)

ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?
(จากหนังสือของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ปี 2541)

จากการยกระดับการผลิต ซึ่งมีผลเป็นการยกระดับที่มีแผนการ ในสังคมทุนนิยม การสร้างโรงงานใหม่ๆ และการเพิ่มการผลิตสินค้าอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นมานั้น จะกระทำกันก็ต่อเมื่อเห็นว่าจะได้กำไรสูงขึ้นจากการเพิ่มปริมาณในสิ่งเหล่านั้น และก็ไม่มีเหตุผลแต่อย่างใดว่า กำไรที่ได้มากขึ้นจากสินค้าอย่างหนึ่งนั้น จะหมายความว่าสินค้าที่กล่าวนั้นเป็นสินค้าที่ประชาชนส่วนมากต้องการ ความต้องการของสินค้าเช่นว่า อาจมาจากบุคคลกลุ่มน้อยที่มั่งคั่งเท่านั้น หรือมิฉะนั้น การขึ้นสูงของราคาสินค้านั้น ก็อาจเกิดจากการบัดดาลของพฤติการณ์พิเศษอันใดอันหนึ่ง

ในสังคมที่ถือเอากำไรเป็นมูลเหตุในอันจะเพิ่มปริมาณการผลิตหรือปริมาณสินค้า ก็จะต้องเผชิญกับความสับสนอลหม่านในการผลิตอยู่ร่ำไป และผลจากการนั้น ก็คือจะเกิดความล้นเหลือในสินค้าประเภทหนึ่ง และจะเกิดความขาดแคลนในสินค้าอีกประเภทหนึ่ง ผลเช่นนี้จะมีอยู่ไม่ขาดสายในสังคมทุนนิยม

ในระบบสังคมนิยม มิได้ถือเอา “กำไร” เป็นเป้าหมายในการผลิตหากถือเอา “การใช้” เป็นเป้าหมาย เหตุฉะนั้น ในระบบสังคมนิยมการวางแผนการผลิตจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยจะทำได้ และก็อาจจะทำได้โดยไม่ต้องรอให้สังคมได้เข้าครอบครองกิจการอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด

ในทันทีที่วิสาหกิจใหญ่ๆ ได้เปลี่ยนมาอยูในครอบครองของสังคมแล้ว และวิสาหกิจขนาดย่อมอื่นๆ อยู่ในขั้นจัดวางระเบียบ การวางแผนการผลิตก็อาจเริ่มขึ้นได้ แผนการผลิตดังว่านั้นจะอำนวยผลได้ถูกต้องตามแผนยิ่งขึ้นทุกๆปีที่ผ่านไป และทั้งๆที่ความจริงมีอยู่ว่า ในระบบสังคมนิยมนั้นอุปกรณ์การผลิตย่อมจะเพิ่มพูนทับทวีขึ้นทุกที ซึ่งเป็นเหตุให้ผลิตผลเพิ่มทวีตามขึ้นไปด้วย แต่เหตุไฉนจึงไม่เกิดความล้นเหลือของผลผลิตหรือสินค้าจนถึงกับต้องทำลายทิ้งอย่างเช่น ในระบบทุนนิยม ซึ่งเราจะได้ทำความเข้าใจกันต่อไป

แผนการผลิตแห่งชาตินั้นประกอบด้วยแผนการสองแผน คือแผนการเพื่อการเพิ่มพูนอุปกรณ์การผลิต อันได้แก่อาคารสถานที่ เครื่องจักร วัตถุดิบ เป็นอาทิ และอีกแผนการหนึ่ง ได้แก่แผนการผลิตสิ่งของเพื่อการอุปโภค บริโภค และสิ่งของเพื่อการอุปโภคบริโภคนั้นมิได้หมายถึงแต่เพียงสิ่งของจำพวกอาหารและเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น

แต่หมายถึงรวมสิ่งของเพื่อการศึกษา เพื่อบริการสุขภาพอนามัย เพื่อความบันเทิงเริงรมย์ เพื่อการกีฬาและอื่นๆ และโดยที่กำลังเพื่อใช้ในการป้องกันระบบสังคมนิยมที่ยังจะต้องมีอยู่ และตราบเท่าที่จะต้องมีอยู่ในขณะนที่ระบบสังคมนิยมยังไม่ได้แผ่ขยายไปทั่วโลก กำลังประเภทนี้จึงต้องกำหนดไว้ในแผนการด้วย

เหตุที่จะไม่มีวันจะได้กับการผลิตสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างล้นเหลือ หรือล้นตลาดในระบบสังคมนิยมนั้น ก็เพราะว่าสิ่งของทั้งหมดที่ผลิตขึ้นมาจะถูกนำมาแบ่งสันปันส่วนไปสู่ประชาชน ซึ่งหมายถึงว่าค่าจ้างทั้งหมดและเงินได้ทุกประเภทของประชาชน จะได้รับการกำหนดลงไว้ให้เท่าเทียมกับราคาทั้งสิ้นของสิ่งของที่ประชาชนจะใช้บริโภค

จริงอยู่ อาจมีการวางแผนที่ไม่ดีพอ คืออาจกำหนดให้ผลิตสิ่งของอย่างหนึ่งเกินกว่าจำนวนที่ประชาชนต้องการ และกำหนดให้ผลิตสิ่งของอีกอย่างหนึ่งน้อยกว่าที่ประชาชนต้องการ แต่ข้อบกพร่องผิดพลาดเช่นนี้แก้ไขได้ง่าย โดยการปรับปรุงแผนการแผนต่อไปให้เหมาะสม เพื่อที่จะได้ดุลยภาพอันถูกต้อง

ปัญหาที่จะเกิดขึ้น จะมีอยู่ก็แต่ในเรื่องการปรับปรุงการผลิตระหว่างสิ่งของต่างๆ ให้สมดุลกันเท่านั้น แต่จะไม่มีปัญหาเรื่องการลดปริมาณการผลิตสิ่งของทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะว่าการบริโภคหรือการใช้สิ่งของรวมทั้งสิ้นนั้น จะไม่น้อยไปกว่าจำนวนทั้งสิ้นของสิ่งของที่ผลิตขึ้นใช้และเพื่อการบริโภคเลย และเช่นเดียวกับที่ต้องมีการผลิตที่มีแผนการ ก็ต้องจัดให้มีการแบ่งปันสิ่งของหรือการวิภาคที่มีแผนการเช่นเดียวกัน

วิภาคกรรมหรือการแบ่งปันสิ่งของที่มีแผนการนั้น หาได้หมายถึงการนำสิ่งของมาแบ่งปันกันโดยตรงแก่ประชาชนผู้บริโภคไม่ กลไกที่นำมาใช้ในการแบ่งปันสิ่งของให้ถึงมือประชาชนนั้น ได้แก่การจ่ายเงินให้แก่ประชาชนในรูปของการจ่ายเงินค่าจ้างหรือเงินสงเคราะห์

โดยที่ราคาสินค้าที่ใช้บริโภคถูกำหนดไว้ว่า จะต้องมีราคาเท่านั้น เท่านี้ เงินค่าจ้างและเงินสงเคราะห์ทั้งหมดที่จ่ายออกไป จึงอาจคำนวณให้เสมอกันกับราคาทั้งหมดของสินค้าที่ใช้ในการบริโภค

โดยเหตุฉะนั้นจึงย่อมจะไม่มีการเหลื่อมล้ำกันในระหว่างผลิตกรรมกับบริโภคกรรม กล่าวคือประชาชนย่อมจะได้ทุกๆสิ่งที่พึงซื้อหาเอาได้ในท้องตลาด ผลิตกรรมที่เพิ่มขึ้นจึงหมายถึงการเพิ่มจำนวนสินค้าที่ประชาชนอาจซื้อหาเอาได้ และนั่นคือประชาชนได้บริโภคสินค้าในจำนวนที่มากขึ้น

มักจะมีการเข้าใจบทบาทของ “ราคาสินค้า” ในระบบสังคมนิยมผิดไปจากความเป็นจริง ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น ความขึ้นลงของราคาสินค้าแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสนอง(Supply)กับการเสนอ (Demand)หรือระหว่างการสนองขายและการเสนอซื้อ

ถ้าราคาสูงขึ้นก็หมายความว่าการสนองขายมีจำนวนน้อยเกินไป (คือสินค้าน้อยเกินไป)แต่การเสนอซื้อมีมาก(คือคนซื้อมีมาก) ก็ต้องแย่งกันซื้อ ถ้าราคาต่ำลงก็หมายถึงว่าการสนองขายมีจำนวนมากเกินไป (คือสินค้ามากเกินไป)แต่การเสนอซื้อมีน้อย (คือคนซื้อมีน้อย) จึงจำต้องลดการสนองขายหรือลดจำนวนสินค้าลงมาเพื่อยับยั้งการตกต่ำของราคา จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ราคาสินค้าทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดการผลิต

แต่ในระบบสังคมนิยม ราคาสินค้าไม่ได้ทำหน้าที่เช่นนั้น หากทำหน้าที่เป็นเครื่องกำหนดการบริโภค กล่าวคือ

การผลิตสินค้าเครื่องใช้ต่างๆ ในระบบสังคมนิยมนั้นย่อมดำเนินไปตามแผนการ และราคาสินค้าก็จะถูกกำหนดลงในแผนการด้วยความรอบคอบ เพื่อให้สำเร็จผลในประการที่ว่าสิ่งที่ผลิตขึ้นมา ประชาชนจะต้องได้บริโภค จะไม่ถูกทำลายไปเพราะประชาชนไม่มีเงินจะซื้อหามาบริโภคหรือว่าเพราะต้องการจะยับยั้งความตกต่ำของราคาสินค้า อย่างที่เกิดขึ้นเป็นประจำในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม

สินค้าที่ใช้บริโภคที่ผลิตขึ้นมานั้นได้แบ่งปันไปในหมู่ประชาชนโดยอาการอย่างไร? หากจะมีผู้ใดคิดว่าผลิตผลทั้งหมดนั้นควรจะแบ่งปันให้หมู่ประชาชนโดยส่วนเท่าๆกันแล้ว ก็เป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ก็เพราะว่าสังคมนิยมไม่ได้ก่อสร้างขึ้นมาในรูปที่ใหม่ถอดด้าม หากได้ก่อตั้งขึ้นมาบนรากฐานที่ได้รับมรดกจากระบบทุนนิยมดังกล่าวแล้ว

ดังนั้นในฐานะที่ยังเยาว์วัยอยู่ ระบบสังคมนิยมจึงไม่สามารถที่จะอำนวยให้ประชาชนทุกคนได้รับการแบ่งปันเครื่องอุปโภค-บริโภค โดยเท่าเทียมกันได้ และถ้าหากขืนแบ่งปันให้เท่ากัน ก็เท่ากับว่า เป็นการลงโทษประชาชน โดยไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนเพียงพอนั้นเอง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ขอให้ติดตามศึกษาต่อไป อย่างฟังแต่เพียงเขาเล่าว่า

การพิจารณาแบ่งปันผลิตผลของสังคมให้แก่ทุกคนโดยส่วนเท่าๆกันนั้น ก็จะเท่ากับเป็นการลงโทษบุคคลที่มีฝีมือและรากฐานการครองชีพสูงกว่าระดับทั่วไป คนจำพวกผู้มีฝีมือ ผู้ทำงานในการเพิ่มผลิตผลนั้น ตามความเป็นจริง งานของเขาย่อมมีความสำคัญแก่สังคมยิ่งกว่างานของกรรมกรผู้ไม่มีฝีมือ

ดังนั้น ถ้าแบ่งปันสิ่งของเครื่องบริโภค-อุปโภค ให้แก่คนงานที่มีฝีมือเท่ากับคนงานไร้ฝีมือแล้ว ก็จะเป็นการลงโทษคนงานที่มีฝีมือทีเดียว 

ความเสมอภาคที่ปรับขึ้นมาจากภาวะความเป็นอยู่อันไม่เสมอกัน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น จะเรียกว่าเป็นความเสมอภาคที่เป็นธรรมหาได้ไม่ หากจะกลายเป็นความเสมอภาคที่ไม่เป็นธรรม และจะนำพาไปสู่ความล้มเหลวของการสถาปนาสังคมใหม่ ดังที่ สหภาพโซเวียตได้ประสบมาแล้ว นับแต่การขึ้นครองอำนาจของนิกิต้าครุสซอฟในปี ๑๙๕๔ ท่านนักวิทยาศาสตร์สังคมได้กล่าวไว้ว่า

“สิทธิ์ต่างๆนั้น แทนที่จะเป็นสิทธิ์เท่ากัน จะต้องเป็นสิทธิ์ที่ไม่เท่ากัน ความเป็นธรรมนั้นไม่อาจตั้งตนไว้เหนือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของสังคมและความคลี่คลายทางวัฒนธรรมก็จะต้องอนุโลมตามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ”

ประชาชนที่เพิ่งโผล่ออกจากสังคมทุนนิยมนั้น ตามความเป็นจริงย่อมมีฐานะไม่เท่ากันและก็จะต้องได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่เอง(ในช่วงระยะหนึ่งที่เรียกว่าระยะผ่าน)

หากว่าสังคมประสงค์จะให้ความเป็นธรรมแก่เขาเหล่านั้น ด้วยการแบ่งผลิตผลให้เขาเหล่านั้นเท่าๆกันแล้ว ก็เท่ากับว่าสังคมไม่ให้ความเป็นธรรมแก่เขาเหล่านั้นนั่นเอง

โดยนัยดังกล่าวแล้ว สังคมในชั้นนี้เป็นแต่เพีงการขจัดการกดขี่ขูดรีด เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เท่าที่ความสามารถของเขาแต่ละคนผลิตได้ และโดยนัยนี้ ผู้ใดที่ทำงานเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมในระดับสูง ก็สมควรจะได้จัดให้เขาได้มีมาตรฐานการครองชีพสูงตามขึ้นไปด้วย

บทความที่๔๔๖.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๕)

ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?
(จากหนังสือของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ปี 2541)
นักมนุษยธรรมอาจเห็นว่า ในการที่สังคมจะเข้าถือเอาเครื่องมือและปัจจัยการผลิตของเอกชนเหล่านั้นมาเป็นของสังคมย่อมไม่ชอบธรรมเพราะเอกชนเหล่านั้นเป็นผู้จัดหาเครื่องมือและปัจจัยการผลิตมาด้วยทุนรอนของเขาเอง ก็ต้องขอย้อนถามกลับไปว่า ที่ว่าเอกชนเหล่านั้นจัดหาเครื่องมือและปัจจัยการผลิตมาด้วยทุนรอนของตนเองนั้น ทุนรอนเหล่านั้นมาจากไหนเล่า?มันหล่นตกมาจากฟากฟ้าหรืออย่างไร? ก็เปล่าทั้งเพ!หากมาจากการสะสมทุนตามกลไกของระบบทุนนิยมนั้นเอง พูดอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของผู้ใช้แรงงานทั้งหลายนั้นเอง

ดังนั้นการที่สังคมเข้าถือเอาเครื่องมือและปัจจัยการผลิตของนายทุนเอกชนกลับคืนมาเป็นของสังคม จึงเป็นความชอบธรรมอย่างยิ่ง หลังจากที่สังคมได้รับการปฏิบัติที่ไม่ชอบธรรมจากชนชั้นผู้กดขี่ขูดรีด มาเป็นเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์แห่งวิวัฒนาการของสังคม

ในส่วนที่เกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดย่อม เฉพาะอย่างยิ่งในกิจการที่บุคคลผู้เป็นเจ้าของได้มีบทบาทสำคัญในการผลิตนั้น รูปการย่อมแตกต่างกับกิจการของบริษัทใหญ่ๆดังกล่าวแล้ว

เป็นที่เห็นได้ชัดว่า การที่จะเข้าถือเอาและเข้าดำเนินการจัดการโรงงานขนาดย่อมจำนวนมาก ที่ตั้งอยู่ในที่ต่างๆ กันนั้น เป็นงานอันยากยิ่งและสุดวิสัยทีเดียวที่จะลงมือปฏิบัติในระยะเริ่มแรกที่เตรียมตัวเข้าสู่สังคมนิยม

สิ่งที่เป็นสาระสำคัญในขั้นเริ่มแรกนี้ คือการเตรียมลู่ทางเพื่อให้มีหน่วยจัดการศูนย์กลางที่ใช้กับวิสาหกิจขนาดย่อมเหล่านี้ รวมทั้งกิจการอุตสาหกรรมตามหัวเมืองและเกษตรกรรมย่อมๆ

มรรควิธีที่เป็นการทั่วไปเกี่ยวกับกิจการขนาดย่อมเหล่านี้ในขั้นต้นนั้นได้แก่การส่งเสริมให้มีการเข้าร่วมมือในการทำงาน เพื่อให้ผู้ผลิตขนาดย่อมเหล่านี้ได้เรียนรู้ถึงการผลิตร่วมกัน และให้มีการจัดตั้งหน่วยอำนวยการผลิตขึ้นหน่วยเดียว แทนที่จะปล่อยให้ต่างคนต่างดำเนินการผลิตไปตามบุญตามกรรม ดังที่ทำกันมาในระบบทุนนิยม

ท่านนักวิทยาศาสตร์สังคมได้ให้คำชี้แจงในเรื่องเกี่ยวกับผู้ที่มีที่ดินขนาดย่อมไว้ดังนี้

“ภาระของเราอยู่ที่ว่า จะต้องเปลี่ยนรูปการทำงานของบุคคลประเภทนั้น ที่เป็นการผลิตของแต่ละคนและเป็นการถือกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน ให้เป็นการผลิตแบบรวมหมู่ หรือแบบสหการและเป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ทั้งนี้,โดยมิใช่วิธีการบังคับ แต่โดยการกระทำให้เห็นเป็นตัวอย่างและโดยการให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนเพื่อความประสงค์ข้อนี้”

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตซึ่งมิใช่ด้วยวิธีการบังคับ แต่โดยการกระทำให้เห็นเป็นตัวอย่างและโดยให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชน นี่เป็นหลักเกณฑ์สำคัญของ “หลักการ” ในการเข้าสู่การก่อสร้างสังคมนิยม

ลักษณะสาระสำคัญอันแรกของระบบสังคมนิยมนั้น ได้แก่การเพิกถอนกรรมสิทธิ์ของเอกชนในบรรดาอุปกรณ์การผลิต แล้วนำอุปกรณ์การผลิตเหล่านั้นมาใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม แต่การกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ขึ้นนั้น หลักการมิได้อ้างอิงว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่มาจากหลักจริยธรรมอันไพเราะเพราะพริ้ง แต่ไม่มีผลเป็นจริงเป็นจังไปถึงประชาชนแต่อย่างใด

หลักเกณฑ์เช่นนี้มีที่มาจากเหตุผลที่เห็นได้ง่ายๆ ในข้อที่ว่ากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในบรรดาอุปกรณ์การผลิตนั้น ตามความจริงแล้วย่อมเหนี่ยวรั้งการผลิต และกีดกันการใช้กำลังผลิตที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นไว้มิให้นำออกใช้เต็มตามกำลังผลิตที่มีอยู่

เพราะฉะนั้น การโอนกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลไปให้แก่สังคมส่วนรวม จึงเป็นการตบแต่งพื้นที่ให้เรียบร้อยเท่านั้น งานต่อไปจึงได้แก่การคลี่คลายอย่างมีแผนการและมีสำนึกในบรรดากำลังผลิต

การที่กำลังผลิตยังคงล้าหลังอยู่นั้น ก็เนื่องมาแต่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม กล่าวคือเนื่องมาแต่วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่คอยเหนี่ยวรั้งการผลิตอยู่เนืองนิจ เนื่องมาแต่การผลิตเพื่อนำออกขายในตลาด และเพราะว่าภายในลัทธิเศรษฐกิจทุนนิยมนั้นตลาดย่อมอยู่ในความจำกัด เหตุฉะนั้นความเติบโตของกำลังการผลิตจึงพลอยถูกจำกัดไปด้วย เพราะว่าการผูกขาดในทางการค้า จะรวมเอาการคิดประดิษฐ์เครื่องจักรและอื่นๆ ไปไว้ในครอบครองเสียฝ่ายเดียวและกีดกันมิให้การประดิษฐ์หรือค้นคว้าเหล่านั้น ได้นำออกใช้อย่างกว้างขวางและตามวิธีการของลัทธิทุนนิยมนั้นย่อมไม่อาจจัดให้การผลิตเป็นการผลิตที่มีแผนการได้ เพราะนายทุนแต่ละคนต่างก็แย่งกันเป็นใหญในตลาด จึงไม่มีการขยายตัวอย่างมีระเบียบ

เพราะว่ารัฐในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจำต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อเตรียมสงคราม ดังบทพระราชนิพนธ์ทีว่ายามสงบเตรียมรบให้พร้อมสรรค์.. เพราะว่าลัทธิเศรษฐกิจทุนนิยมได้แบ่งแยกงานที่ใช้มือออกต่างหากจากงานที่ใช้สมอง และเพราะว่าเศรษฐกิจทุนนิยมได้ปล่อยให้ผู้คนจำนวนแสนจำนวนล้านต้องว่างงาน

เพราะฉะนั้นบรรดาโรงงานและวิสาหกิจต่างๆ จึงต้องเปลี่ยนรูปการองค์การเสียใหม่ และจะต้องจัดให้กิจการเหล่านั้นดำเนินไปให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในการยกระดับการผลิตให้สูงขึ้นไป ทั้งนี้โดยวัตถุประสงค์เพื่อยกมาตรฐานการครองชีพของประชาชนให้สูงขึ้น

บทความที่๔๔๕.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๔)

ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?
(จากหนังสือของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ปี 2541)
ระบบสังคมนิยมเป็นวิวัฒนาการของสังคมที่สืบต่อจากระบบทุนนิยม อันเป็นขั้นตอนหนึ่งของกฎวิวัฒนาการของสังคมก่อนที่จะเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ ระบบสังคมนิยมจึงเป็นระบบข้อต่อระหว่างระบบทุนนิยมกับระบบคอมมิวนิสต์

ระบบสังคมนิยมก็เช่นเดียวกับระบบอื่นๆ ที่ผ่านมา ในข้อที่ว่า ตัวมูลธาตุของระบบเก่านั้นเองที่ได้ให้กำเนิดระบบใหม่ขึ้นมา ระบบสังคมนิยมก็เช่นกัน มีขึ้นได้ก็แต่โดยอาศัยมูลธาตุของสังคมที่ได้มีอยู่ก่อนแล้ว กล่าวคือเป็นสังคมที่คลอดออกจากครรภ์ของสังคมทุนนิยม

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นในทางเศรษฐกิจ ศีลธรรม และทางปัญญาหรือในทางใดๆ ก็ดี สังคมนิยมที่กำเนิดออกใหม่นั้น ก็จะยังคงมีร่องรอยที่ได้มาจากสังคมเก่าหรือสังคมทุนนิยม

ความจริงแล้ว การคลี่คลายที่มีอยู่ในสังคมทุนนิยมนั้นเอง ทีได้ตระเตรียมลู่ทางให้แก่การกำเนิดของลัทธิสังคมนิยม และบอกให้รู้ว่าลักษณะของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปฉันใด

การตระเตรียมที่สังคมทุนนิยมได้จัดแจงไว้ให้นั้น ได้แก่การจัดแจงให้การผลิตกลายเป็นการผลิตที่มีลักษณะเป็นการผลิตของสังคมยิ่งขึ้น ทั้งนี้หมายความว่าพวกนายทุนได้จัดแจงให้คนงานได้มารวมกันเป็นหมู่ใหญ่มากขึ้นๆ โรงงานต่างๆ ได้ขยายใหญ่โตออกไปทุกที และการดำเนินการของการผลิตก็ได้กวาดต้อนผู้คนให้มารวมกันเป็นหมู่ใหญ่ในการทำงานแปลงวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป ความเกี่ยวข้องอาศัยซึ่งกันและกันในหมู่ชน ก็ขยายตัวกว้างขวางออกไปเป็นอันมาก ระบบทุนนิยมได้ทำลายพันธะและความสัมพันธ์แบบศักดินาย่อยยับลงไปนานแล้ว

แต่จากการคลี่คลายของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมนั้นเอง ที่ได้สร้างความสัมพันธ์อันใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์อันแผ่คลุมไปอย่างไพศาล จนกระทั่งว่าแต่ละคนที่อยู่ในสังคมจะพลอยได้รับความกระทบกระเทือนทั่วกันไปไม่มากก็น้อย ในเมื่อมีอุบัติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเกิดแก่สังคมส่วนรวม อย่างเช่นวิกฤติการณ์ยุค IMF ในปัจจุบันเป็นต้น

อย่างไรก็ดี การผลิตแบบเศรษฐกิจทุนนิยม ถึงแม้ว่าจะมีความโน้มเอียงไปในลักษณะที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ความจริงก็มีอยู่ว่า ผลิตผลที่มวลสมาชิกของสังคมได้ออกน้ำพักน้ำแรงร่วมมือกันผลิตนั้น ก็ได้ตกไปเป็นทรัพย์สมบัติของเอกชนหรือกลุ่มชนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น แทนที่จะตกไปเป็นสมบัติของสังคมหรือของมวลสมาชิกผู้ออกแรงงานผลิตทั้งหลาย

เพราะฉะนั้นงานขั้นแรกในการก่อสร้างสังคมสังคมนิยม จึงอยู่ที่ว่าจะต้องจัดการให้สังคมได้รับมอบผลิตผลซึ่งสังคมได้ผลิตขึ้น และการจัดการดังกล่าวนี้ก็หมายถึงว่า สังคมในฐานที่เป็นส่วนรวม จักต้องเป็นผู้ครอบครองเครื่องมือและปัจจัยการผลิต ซึ่งภายใต้เศรษฐกิจระบบทุนนิยม บรรดาเครื่องมือและปัจจัยการผลิต เอกชนกลุ่มหนึ่งได้เข้าครอบครองถือไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตน

พึงเข้าใจว่าการเข้าครอบครองเครื่องมือและปัจจัยการผลิตของสังคมจะบังเกิดขึ้นได้ ก็แต่โดยการอาศัยมูลฐานที่สังคมใหม่ได้รับมรดกตกทอดมาจากสังคมเก่าเท่านั้นเอง และก็เฉพาะแต่กิจการของบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่สังคมจะเข้าถือเอาในทันที

อนึ่ง พึงรู้ไว้ด้วยว่า กิจการใหญ่ๆเหล่านั้น ก็มิใช่ใครที่ไหนเลยเป็นผู้ก่อสร้างขึ้น แท้จริงการคลี่คลายทางเศรษฐกิจของระบบทุนนิยมนั้นเอง ที่ได้ตระเตรียมการเหล่านี้ไว้ สำหรับสังคมใหม่ จะเข้ารับเอามาดัดแปลงให้เป็นประโยชน์แก่มวลสมาชิกของสังคม ซึ่งเป็นผู้ออกแรงผลิต โดยแท้จริงต่อไป

ตามความเป็นจริงนั้น ได้มีการแยกกันอย่างสิ้นเชิงอยู่แล้ว ระหว่างผู้เป็นเจ้าของและการดำเนินงานในการผลิตในบริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้น มีห่วงเชื่อมโยงความสัมพันธ์อยู่เพียงห่วงเดียวเท่านั้น คือ เงินปันผลกำไรหรือดอกเบี้ยที่บริษัทได้จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น

ด้วยเหตุที่การผลิตนั้นได้ดำเนินไปโดยคณะบุคคลที่เป็นคนงานหรือลูกจ้างอยู่เป็นปกติภาพแล้ว การย้ายการครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในกิจการหรือสมบัติดังกล่าวไปสู่สังคมส่วนรวม จึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกระเทือนการงานของปวงชนคนงานและลูกจ้างแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นสังคมจึงอาจเข้าถือเอากิจการของบริษัทใหญ่ๆ ดังกล่าวนี้ไว้ได้ในทันที

บทความที่๔๔๔.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๓)

ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?
(จากหนังสือของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ปี 2541)


ลัทธิสังคมนิยม (Socialism) คือระบบการจัดระเบียบสังคมระบบหนึ่ง ซึ่งเจ้าของความคิดหรือเจ้าของลัทธิเชื่อว่าเป็นระบบที่ยังความเป็นธรรมให้กับสังคม และยังความผาสุกให้กับสมาชิกแห่งสังคมอย่างถ้วนหน้า

ระบบนี้เกิดจากความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่ในสัคมที่ต้องตรากตรำทำงานหนัก อันเนื่องมาจากถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกกดขี่ขูดรีดจากเจ้าของที่ดินพวกเจ้าศักดินาและวัดในศาสนาคริสต์ รวมทั้งเจ้าของโรงงานหัตถกรรม ซึ่งเป็นคนส่วน้อยในสังคม

จากการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ขูดรีดของคนในสังคมเดียวกัน จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม ระหว่างคนส่วนใหญ่ผู้ทุกข์ยากกับคนส่วนน้อยที่เอารัดเอาเปรียบสังคม ทำให้สังคมไม่ปกติสุข มีการทะเลาะเบาะแว้ง มีการลักขโมย มีการลงโทษ

ด้วยเหตุนี้ นักบุญ นักปราชญ์ และผู้รักความเป็นธรรมมากมายหลายท่าน ได้ศึกษาค้นคว้าหาหนทางที่จะช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ให้ได้รับความเป็นธรรม และเพื่อความเป็นปกติสุขของสังคม

นักบุญ นักปราชญ์และท่านผู้รักสัจจะทั้งหลายเหล่านั้นจึงได้เสนอโลกในฝันหรือในอุดมคติอย่างนามธรรม เพื่อความหวังของมหาชน เช่น โลกพระศรีอารย์ โลกคอมมิวนิสต์ โลกมะฮะดี เป็นต้น

จากโลกในฝันหรือในอุดมคติอย่างนามธรรมของนักบุญ นักปราชญ์ และผู้รักความเป็นธรรมในเบื้องต้น ได้ถูกเสนอออกมาเป็นรูปธรรมในทางทฤษฎี โดยนักบุญ นักปราชญ์และผู้รักความเป็นธรรมในเวลาต่อมาอีก อย่างเช่น ข้อเสนอหรือทฤษฎีของบาเบิฟ(1760)ของบลองกี(1798)ของโรเบิร์ท โอเว่น(1800)และแซงต์ซีมอง(1802)และฟูริเอ(1808)

โดยที่นักบุญ นักปราชญ์ และผู้รักความเป็นธรรมดังกล่าวนี้เป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับนับถือของคนในสังคมและเสนอทฤษฎีออกมาอย่างรูปธรรม สังคมจึงเรียกความรู้หรือทฤษฎีนั้น ตามชื่อของเจ้าของทฤษฎี หรือผู้เสนอความรู้นั้นๆ เช่น ทฤษฎีของบาเบิฟ ทฤษฎีของบลองกี เป็นต้น ในเวลานั้นคำว่า “สังคมนิยม” ยังไม่มีใครรู้จัก

ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้อธิบายถึงการเกิดขึ้นของคำว่า “สังคมนิยม” ไว้ในบทความของท่านเรื่อง “เราจะต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร”* มีความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“ต่อมาใน ค.ศ.๑๘๒๖ วารสารของอังกฤษชื่อ “COOPERATION MAGAZINE” ได้เรียกลัทธิเศรษฐกิจจำพวกที่กล่าวนี้เป็นภาษาอังกฤษว่า Socialism ครั้นแล้วใน ค.ศ.๑๘๓๒ วารสารฝรั่งเศสชื่อ GLOBE ได้เรียกลัทธิจำพวกที่กล่าวนี้เป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Socialisme ตั้งแต่นั้นมาก็มีผู้ใช้ศัพท์อังกฤษและฝรั่งเศสดังกล่าวนี้เรียกลัทธิจำพวกดังกล่าวที่เป็นอยู่ในสมัยนั้นและที่จะเป็นไปในสมัยต่อมา(เช่น สังคมนิยมของ ฟรูดอง ขอเออเกน-ดืห์ริง และคาร์ล มาร์กซ์-ผู้เขียน)และได้ใช้ศัพท์นั้นเรียกย้อนหลังไปถึงลัทธิที่มีผู้คิดขึ้นทำนองโซเชียลลิสม์ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา(อย่างเช่นความคิดของ เซอร์ โธมัส มัวร์ ในบทประพันธ์ชื่อ “ยูโธเปีย”** ในศตวรรษที่๑๖ เป็นต้น-ผู้เขียน)

เดิมในประเทศไทยเรียกลัทธิจำพวกที่กล่าวนี้ โดยทับศัพท์ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสดังกล่าวนั้น แต่ภายหลัง พ.ศ.๒๔๗๕ จึงมีผู้ถ่ายทอดเป็นคำไทยว่า “สังคมนิยม”

ด้วยเหตุนี้สังคมนิยมจึงมีมากมายหลายชนิด ท่านปรีดีฯ บอกไว้ในบทความที่อ้างถึงข้างต้นว่า มีประมาณ ๘๐ ชนิด(รวมทั้งหลายชนิดในบ้านเรา)แต่อาจแบ่งเป็นจำพวกใหญ่ๆ ได้ดังนี้ คือ

สังคมนิยมศักดินา Feudal Socialism
สังคมนิยมผู้มีทุนนิยม Petti Bourgeois Socialism
สังคมนิยมจารีตนิยม Conservative Socialism
สังคมนิยมเจ้าสมบัติ Bourgeois Socialism
สังคมนิยมเพียงอุดมคติ Utopian Socialism
สังคมนิยมชนชั้นผู้ไร้สมบัติ Proletarian Socialism
สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ Scientifie Socialism
สังคมนิยมคอมมิวนิสต์
Communist Socialism


* หมายเหตุ : โปรดอ่านบทความ "เราจะต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร" ได้ที่
http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/03/blog-post_14.html
http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/03/blog-post_19.html
http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/03/blog-post_4955.html
http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/03/blog-post_20.html
http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/03/blog-post_21.html

** หมายเหตุ : โปรดอ่านบทความ "ยูโธเปีย" ได้ที่
http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/02/blog-post_2164.html