Wednesday, February 25, 2009

บทความที่๔๔๓.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๒)

ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?
(จากหนังสือของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ปี 2541)

จักรวรรดินิยมอเมริกา ซึ่งได้รับผลกระทบกระเทือนจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ น้อยกว่าประเทศในยุโรปและมีกำลังทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งกว่าประเทศทั้งหลายในยุโรป และมีกำลังทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งกว่าประเทศทั้งหลายในยุโรป จึงได้ส่งความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจมาสู่ยุโรปที่เรียกว่าแผนการมาร์แชล เพื่อสนับสนุนรัฐบาลทุนนิยมของประเทศยุโรปตะวันตกให้คงอยู่ เพื่อยับยั้งการเติบโตของคอมมิวนิสต์ดังกล่าวแล้วข้างต้นและที่เรียกว่าความช่วยเหลือของจักรวรรดินิยมอเมริกานั้นก็เข้าทำนองที่ว่าเสียกำได้กอบ

จากแผนการมาร์แชลก็มาถึงการก่อตั้งกลุ่มทางทหารขึ้นในยุโรปในปี ๑๙๔๙ ที่เรียกว่า กลุ่มสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือเรียกสั้นๆ ตามตัวย่อว่ากลุ่มนาโต (North Atlantic Treaty Organization)

บทความของนิตยสารในสหภาพโซเวียต ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๓ ได้พูดถึงกลุ่มนาโตว่าดังนี้

“ทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงด้วยความปราชัยอย่างย่อยยับของพวกนาซีเยอรมันและกลุ่มบริวาร ประเทศในยุโรป ก็เริ่มเปิดฉากสงครามเย็นขึ้น และแพร่ข่าวเท็จ โดยอ้างว่ามีภัยคุกคามจากโซเวียต ฝ่ายตะวันตกได้เริ่มเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารและดำเนินนโยบายผู้มีกำปั้นใหญ่ ได้มีการจัดตั้งกลุ่มนาโตขึ้นมา อันเป็นพันธมิตรทางทหารที่ทรงพลังยิ่งของมหาอำนาจจักรวรรดินิยมที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี ๑๙๔๙ รัฐบาลโซเวียตได้ประกาศในเดือนมกราคม ๑๙๔๙ ว่า พันธมิตรนาโตที่ตั้งขึ้นมามิใช่เป็นการป้องกัน หากแต่เพื่อดำเนินนโยบายรุกรานและเตรียมการก่อสงครามขึ้นมาใหม่”

การก่อตั้งกลุ่มนาโตขึ้นมา ได้ทำให้สถานการณ์ของยุโรปและโลกครุกรุ่นขึ้น และยังเป็นการก่อให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธอีกด้วย เป็นการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตกเสื่อมทรามลง

สหภาพโซเวียตขณะนั้น ซึ่งมีสตาลินเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ได้ขอเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มนาโตทันทีที่ถูกจัดตั้งขึ้น แต่ก็ถูกปฏิเสธ

ต่อมาอีกถึง ๖ ปี ประเทศภาคีสังคมนิยมยุโรปตะวันออกได้ประชุมกันที่กรุงวอร์ซอร์ และได้ลงนามจัดตั้งกลุ่มสนธิสัญญาวอร์ซอร์ขึ้นเมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๑๙๕๕ เพื่อป้องกันตนเองจากการคุกคามของกลุ่มนาโต

จากกลุ่มสนธิสัญญานาโต อันเป็นการขีดเส้นยุทธศาสตร์ปิดล้อมสหภาพโซเวียตทางด้านยุโรปของจักรวรรดินิยมอเมริกาในปี ๑๙๔๙ ต่อมาก็ได้ลากเส้นยุทธศาสตร์ผ่านมาทางตะวันออกกลางด้วยสัญญาแบกแดด หรือมีโต (Middle East Treaty Organization) ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วยกองกำลังเคลื่อนที่ของกองทัพเรือที่เจ็ดในมหาสมุทรแปซิฟิค และกองกำลังทางอากาศของสหรัฐอเมริกาที่ประจำอยู่ในญีปุ่นและฟิลิปปินส์

จากยุทธศาสตร์ของจักรวรรดินิยมอเมริกาดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการปิดล้อมทั้งสหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ยุโรปผ่านตะวันออกกลางมาจนถึงเอเซีย อันเป็นยุทธศาสตร์ในเชิงรุกรานไม่ใช่ป้องกันตัวดังที่โฆษณาชวนเชื่อ

บัดนี้เชวาดนาตเซ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพโซเวียตสมุนผู้ซื่อสัตย์ของ ซี.ไอ.เอ ได้ประกาศทุบทิ้งสนธิสัญญาวอร์ซอร์ไปนานแล้ว แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังหนุนใช้นาโตเพื่อแก่การรุกรานและควบคุมโลกต่อไปอย่างเหนียวแน่น

ดังกล่าวมานี้ คือข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ สงครามเย็นเริ่มขึ้นโดยจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต ถูกดึงเข้าไปสู่กระแสนั้นด้วยความจำเป็นเพื่อป้องกันตัว เพื่อปกป้องระบบสังคมนิยมและสันติภาพของโลก

ใช่,กอร์บาชอฟ ยุติสงครามเย็น ที่จักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ก่อขึ้น ด้วยการทรยศต่อบรรพชนที่ได้สละหยาดเหงื่อแรงงานและชีวิตเลือดเนื้อสร้างประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ให้กับสหภาพโซเวียตและมนุษยชาติ

แต่การยุติสงครามเย็นไม่ได้หมายความว่ากระแสสันติภาพได้แผ่ขยายไปทั่วโลก ดังที่โลกตะวันตกแซ่ซร้องสรรเสริญกอร์บาชอฟก็หาไม่ เพราะการยุติสงครามเย็นของกอร์บาชอฟนั้น เป็นแค่เพียงการสลายประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกและลบภาพสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยมออกจากแผนที่โลกเท่านั้น แต่การเบียดเบียนต่อกันระหว่างมนุษย์แต่ละประเทศ และระหว่างประเทศยังดำรงอยู่ จักรวรรดินิยมผู้เป็นตัวการที่ก่อสงครามเย็นขึ้นมา กลับถืออำนาจบาตรใหญ่ทำตัวเป็นตำรวจโลก และวางแผนสร้างโลกใหม่ที่เรียกว่า NEW WORLD ORDER แผนสร้างโลกใหม่ก็คือ แผนกดขี่ขูดรีดขั้นสูงสุดของจักรวรรดินิยมอเมริกา ที่ซ่อนวิญญาณอันชั่วร้ายไว้ในคราบของนักบุญนั้นเอง แล้วอย่างนี้กระแสสันติภาพจะแผ่ขยายไปทั่วโลกได้อย่างไร

นักบุญจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มีวิญญาณของซาตานสิงสถิตอยู่ ประกาศระเบียบใหม่ของโลกว่า ดังนี้

๑.ทุกรัฐบาลจะต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย (ระบอบประชาธิปไตยในความหมายของจักรวรรดินิยมอเมริกา คือรัฐบาลที่ขึ้นปกครองประเทศต้องมาจากการเลือกตั้ง การเศรษฐกิจเสรี มือใครยาวสาวได้สาวเอา)

๒.ทุกรัฐบาลจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชน (ฟังดูระรื่นหูดีอยู่ แต่สิทธิมนุษยชนในความหมายของจักรวรรดินิยมอเมริกา คือ สิทธิในการรักษาระบอบกดขี่ขูดรีดให้คงอยู่ และสิทธิที่จะรื้อฟื้นระบอบกดขี่ขูดรีดขึ้นมาใหม่ เช่น การรื้อฟื้นระบบทุนนิยมเข้ามาแทนที่ระบบสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียต เป็นต้น ซึ่งจักรวรรดินิยมอเมริกาถือว่าเป็นการชอบด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว ส่วนจีน เกาหลีเหนือ คิวบา จักรวรรดินิยมอเมริกาถือว่าเป็นประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะไม่ยอมให้มีการรื้อฟื้นระบอบเก่าที่ลงหลุมฝังศพไปแล้วขึ้นมาใหม่

๓.ทุกรัฐบาลต้องรักษาสภาพแวดล้อม (ฟังดูก็ระรื่นหูดีอยู่ แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าพวกที่ทำลายสภาพแวดล้อมอย่างมโหฬารอยู่ในขณะนี้ก็คือพวกนายทุนนั้นเอง ทั้งการโค่นไม้ทำลายป่า การปล่อยน้ำเน่าและสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่แม่น้ำลำคลอง การก่อให้เกิดมลภาวะและสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายต่างๆ นานา และภายใต้ระบบทุนนิยมจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นได้ มีแต่จะทรุดหนักลงทุกวัน ดังที่ทั่วโลกประสบกันอยู่ในขณะนี้)

๔.ทุกรัฐบาลจะต้องเคารพสิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สินทางปัญญา อันสิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สินทางปัญญาในความหมายของจักรวรรดินิยมอเมริกา ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่งค้นคิดประดิษฐ์ขึ้นมาได้ และจดทะเบียนลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรไว้ก่อนคนอื่นคณะอื่น คนอื่นคณะอื่นไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลก จะค้นคิดประดิษฐ์สิ่งที่คนหนึ่งคนใดหรือคณะหนึ่งคณะใดค้นพบและจดทะเบียนไว้แล้วไม่ได้ ถือว่าเป็นการลอกเลียนแบบเป็นการละเมิด ถึงแม้ว่าคนอื่นคณะอื่นจะประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาด้วยมันสมองของตนเองก็ตาม ก็เป็นอันแน่นอนว่า ถ้าการจัดระเบียบโลกใหม่ของจักรวรรดินิยมอเมริกาสำเร็จ และก็มีทางจะสำเร็จเพราะบัดนี้ไม่มีสหภาพโซเวียตเป็นดุลถ่วง ประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่ขณะนี้ยังมีขีดความสามารถในเทคโนโลยีต่ำ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาเป็นทาสของจักรวรรดินิยมอเมริกาและประเทศทุนนิยมอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วที่เรียกว่ากลุ่มจี 7 ชั่วกัป ชั่วกัลป์ เพราะอะไรๆ จักรวรรดินิยมอเมริกาและประเทศทุนนิยมที่มีเทคโนโลยีสูงได้ค้นคิดประดิษฐ์และจดทะเบียนสิทธิบัตรไว้หมดแล้ว อันเป็นการผูกขาดความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นการจำกัดสติปัญญาของมนุษยชาติ บรรดาประเทศส่วนใหญ่เหล่านั้นซึ่งไม่มีโอกาสจะไล่ทัน ก็ต้องเช่าหรือเสียค่าสิทธิบัตรให้กับประเทศเจ้าของสิทธิบัตรนั้นๆ ด้วยราคาที่แล้วแต่ประเทศเจ้าของสิทธิบัตรจะกำหนดเอาตามความพอใจ ประชาชนส่วนใหญ่เหล่านั้น จะประสบกับความเดือดร้อนด้วยสินค้าราคาแพง เพราะต้องเสียค่าสิทธิบัตรและผูกขาดจากประเทศเจ้าของสิทธิบัตรสินค้านั้นๆ ประเทศไทยเราก็เป็นหนึ่งในประเทศส่วนใหญ่เหล่านั้นที่จะต้องเดือดร้อน 

ดังกล่าวนี้ คือแผนการจัดระเบียบโลกใหม่ของโลกจักรวรรดินิยมอเมริกา อันเป็นพัฒนาการของระบบทุนนิยมอีกขั้นหนึ่งจากขั้นทุนจักรวรรดินิยมหรือทุนนิยมข้ามชาติ ซึ่งท่านมหาธีร์นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เรียกแผนการนี้ว่าเป็น แผนการล่าเมืองขึ้นแบบใหม่

บทความที่๔๔๒.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๑)

 ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?
(จากหนังสือของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ปี 2541)

   ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย? เป็นเรื่องเก่าที่ผมเคยพิมพ์ออกมาเผยแพร่ในรูปของแผ่นใบปลิวเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๕ เพื่อทำความเข้าใจในควาไม่เข้าใจของบางคน ที่หลงเข้าใจว่าลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลายตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียตและในยุโรปตะวันออก แล้วมาสรุปเอาเองอย่างง่ายๆ ว่า ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลายไปแล้ว เช่นเดียวกับสถานะของสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกที่ล่มสลายไปแล้ว

   ถ้าคนที่สรุปความเห็นอย่างง่ายๆ เช่นนี้เป็นพวกอนุรักษ์นิยมหรือพวกปฏิกิริยาก็ไม่น่าจะแปลกใจ แต่ทว่าการสรุปความเห็นอย่างง่ายๆเช่นนี้มาจากพวกหัวก้าวหน้า ทั้งที่สังกัดอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และทั้งพวกที่เคยใกล้ชิดกับกลิ่นอายของ พคท. นี่ซิ เป็นเรื่องที่น่าสังเวช แลไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจึงป่าแตก ผมจึงได้เขียนเรื่องนี้และจัดพิมพ์เป็นแผ่นปลิวออกเผยแพร่โดยวิธีถ่ายอัดสำเนาดังกล่าวข้างต้น

   แต่บัดนี้ความเข้าใจผิดดังกล่าวนี้ก็ยังคงอยู่ในหัวสมองของบรรดาบุคคลเหล่านั้น และใช่แต่เท่านั้น บางคนที่เป็นนักวิชาการยังได้ขยายความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนี้ให้กว้างขวางออกไปในหมู่ประชาชน ด้วยการเสนอแนะชี้ทางออกของสังคมไทยที่กำลังประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอยู่ในเวลานี้ ให้เป็นความหวังใหม่หรือทางเลือกใหม่ของประชาชน...

   ในที่สุดความพยายามของประเทศทุนนิยมที่มีจักรวรรดินิยมอเมริกาเป็นหัวโจก ต่อการล้มล้างประเทศสังคมนิยมที่มีสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยมเป็นแกนกลางก็ประสบความสำเร็จลงได้ระดับหนึ่งและระดับหนึ่งเท่านั้น(เพราะยังมีประเทศสังคมนิยมบางประเทศที่ประกาศยืนหยัดจุดมั่นอย่างแน่วแน่ ที่จะเดินตามแนวทางของลัทธิสังคมนิยมและคอมมิวนิสม์ต่อไป)

   ธงฆ้อนเคียวของสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยมถูกชักลงจากเสา ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ และพร้อมกับที่ถูกลบชื่อออกจากสมาชิกภาพแห่งองค์การนั้น โดยมีประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเข้าสวมที่นั่งแทน

   สถานเอกอัครราชทูตแห่งประเทศสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยมที่ประจำอยู่ในนานาประเทศทั่วโลก รวมทั้งที่ตั้งอยู่ ณ คฤหาสน์เลขที่ ๑๐๘ ถนนสาธรเหนือ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสถานเอกอัครรัฐทูตแห่งสหพันธ์รัฐรัสเซีย ธงชาติ แดง,น้ำเงิน,ขาว ของพระเจ้าซาร์ที่ลงหลุมฝังศพไปแล้วพร้อมกับระบบซาร์ ได้ถูกขุดค้ยขึ้นมาและชักขึ้นสู่ยอดเสาแทนที่ธงชาติพื้นแดงประดับด้วยฆ้อนเคียว อันเป็นธงสัญลักษณ์ของประชาชนผู้ออกแรงงานรังสรรค์สังคม

   จักรวรรดิ์นิยมอเมริกา ถึงแม้ว่าจะมีบทบาทในการทำลายล้างสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยมในครั้งนี้ และซึ่งได้พยายามมาแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๑๗ ตั้งแต่การเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรกของประเทศสังคมนิยมก็จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดในการล่มสลายของประเทศสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยม และรวมทั้งการล่มสลายของบรรดาประเทศสังคมนิยมอื่นๆในยุโรปตะวันออกก่อนหน้านี้

   หากตัวการสำคัญและเป็นตัวชี้ขาดในการยังความล่มสลายให้กับสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยม และรวมทั้งบรรดาประเทศสังคมนิยมอื่นๆ ในยุโรปตะวันออก ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศเหล่านั้นนั่นเองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นแกนกลางก็เข้าทำนองคำพังเพยของไทยที่ว่า สนิมเหล็กเกิดจากเนื้อในเหล็ก

   ดังนั้นความรับผิดชอบในการล่มสลายของสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยม ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ก็คือบรรดามวลสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ที่เลือกนายกอร์บาชอฟขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค เปิดโอกาสให้ใช้นโยบายเปเรสตรอยก้าและกลานอสต์ที่ปฏิกิริยา บ่อนทำลายความเป็นเอกภาพของสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยม บ่อนทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมนิยมแล้วก็ติดตามมาด้วยนโยบายต่างประเทศของนายเชวาร์ดนัดเซที่ทรยศต่อหลักการลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเลนิน ทำให้ค่ายสังคมนิยมอ่อนแอลง

   การล่มสลายของสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยมครั้งนี้ บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ที่ยึดถือระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและระบอบปกครองเผด็จการธนาธิปไตย ได้กล่าวยกย่องนายกอร์บาชอฟว่า เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะต้องได้รับการจารึกชื่อและผลงานไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ยุติสงครามเย็นและสร้างกระแสสันติภาพให้แผ่ขยายไปทั่วโลก

   แต่สำหรับชาวสหภาพโซเวียตทั้งมวล ซึ่งหมายถึงมหาชนทั่วทั้ง ๑๕ สาธารณรัฐ แม้วันนี้พวกเขาเหล่านั้นบางส่วนจะยังมึนงงอยู่ แต่ในวันข้างหน้าอันไม่นานนัก พวกเขาจะเข้าใจเช่นเดียวกับที่ชาวสหพันธรัฐรัสเซียส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ที่เข้าใจถูกต้องว่ากอร์บาชอฟคือผู้ทำลาย คือผู้ยังความแตกสลายให้กับสภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยม คือผู้ยังความทุกข์ยากลำเค็ญให้กับมวลมหาประชาชน คือผู้ทรยศต่อบรรพชนผู้สร้างประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ให้กับสหภาพโซเวียตและมวลมนุษยชาติ และประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะต้องจารึกชื่อเขาลงไว้บนหนังหมาในฐานะลูกหลานจัญไร คนอย่างนี้ถ้าจะยังมีความสำนึกอยู่บ้างก็ควรฆ่าตัวตายได้แล้ว

   เรามาพิจารณาคำยกย่องสรรเสริญของบรรดาผู้นำโลกทุนนิยม ที่มีต่อกอร์บาชอฟใน ๒ ประเด็นข้างต้น คือ

   ประเด็นแรก กอร์บาชอฟเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ประเด็นนี้เราขอไม่ออกความเห็น แต่ใคร่จะให้ข้อสังเกตไว้ว่า คนที่ศัตรูถึงกับชมเชยยกย่องนั้นย่อมจะยังประโยชน์และความพอใจให้แก่ศัตรูอย่างแน่นอน และคนที่ยังประโยชน์ความพอใจให้แก่ศัตรู คือผู้นำที่ยิ่งใหญ่หรือคนถ่อยสถุลที่ทรยศต่อประเทศชาติ ก็ขอให้พิจารณากันเอาเอง

   ประเด็นที่สอง กอร์บาชอฟเป็นผู้ยุติสงครามเย็น และสร้างกระแสสันติภาพให้แผ่ขยายไปทั่วโลก ใช่,กอร์บาชอฟยุติสงครามเย็น ด้วยการทรยศต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและมวลมนุษยชาติ ด้วยการล่มสลายของสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิยม แต่ใครเล่าเป็นผู้ก่อสงครามเย็นขึ้นมา นี่เป็นสิ่งที่เราผู้เป็นมนุษย์ไม่ใช่ควาย จะต้องพึงพิจารณาหาความจริงจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายสังคมนิยมและทุนนิยม หรือทั้งฝ่ายสหภาพโซเวียตและจักรวรรดินิยมอเมริกา

   ความเป็นมาของสิ่งที่เรียกว่าสงครามเย็น เกิดขึ้นและเริ่มแรกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด โดยแผนการมาร์แชลของจักรวรรดินิยมอเมริกาที่ทุ่มความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเข้าไปในยุโรป เพื่อสกัดกั้นการขยายตัวเพิ่มขึ้นของประเทศคอมมิวนิสต์ หลังจากที่ประเทศในยุโรปตะวันออกได้เปลี่ยนระบอบการปกครองและระบบเศรษฐกิจไปเป็นเผด็จการกรรมาชีพและสังคมนิยม

   ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและระบบเศรษฐกิจของบรรดาประเทศยุโรปตะวันออกนั้น ก็เนื่องมาจากการต่อสู้กู้ชาติของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศนั้นๆ ที่ต่อสู้กับการเข้ายึดครองของเยอรมันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในขณะที่พรรคการเมืองฝ่ายนายทุนยอมสยบให้กับเยอรมันและเป็นรัฐบาลหุ่นให้กับผู้ยึดครอง บรรดาพรรคคอมมิวนิสต์เหล่านั้นได้ร่วมมือกับสัมพันธมิตร โดยเฉพาะสหภาพโซเวียตที่มีจอมพล สตาลินเป็นผู้นำในขณะนั้น

   ดังนั้น เมื่อภายหลังที่เยอรมันผู้รุกรานได้ถูกกวาดล้างออกไปจากดินแดนของประเทศเหล่านั้นแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเหล่านั้นซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนที่แท้จริง จึงมีความชอบธรรมที่จะเข้าบริหารประเทศและนำพาประเทศไปตามอุดมการณ์ของพรรคนั้น ด้วยความสนับสนุนของประชาชน

   จะเห็นได้ว่าการเข้ามามีอำนาจรัฐของบรรดาพรรคคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกนั้น ไม่ใช่เป็นการเข้าครอบครองของสหภาพโซเวียตดังที่ฝ่ายตะวันตกกล่าวหา แต่เป็นการเข้ามามีอำนาจรัฐของพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศนั้นๆ จากชัยชนะของการต่อสู้ปกป้องปิตุภูมิให้รอดพ้นจากการยึดครองของนาซีเยอรมัน นั่นเอง

   แต่ก็แน่ละ ทั้งนี้ก็ด้วยการหนุนช่วยในบางปัจจัยจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ในฐานะพรรคพี่พรรคน้องตามหลักการสากลชนชั้นกรรมาชีพ ที่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งผองเป็นพี่น้องกัน

บทความที่๔๔๑.การอภิวัฒน์ในนิคารากัว

ช่วงนี้มีการกล่าวถึงประเทศนิคารากัว ในฐานะประเทศที่คุณทักษิณ ชินวัตรไปเยือน จึงขอนำเรื่องราวของนิคารากัวที่น่าจดจำ ก็คือ การอภิวัฒน์ของประชาชนโค่นล้มผู้กดขี่ ขูดรีด จนได้รับความสำเร็จ มาให้ได้ศึกษากันอีกครั้งดังนี้

บทเรียนจากการปฏิวัติในนิคารากัว

ข่าวการเคลื่อนไหวทางเมืองในประเทศอเมริกากลางดูเหมือนจะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อ มวลชนและคนทั่วไป อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อไทยไม่มากนัก ข่าวเกี่ยวกับอเมริกากลางเพิ่งจะได้รับความสนใจก็ในปี ๒๕๒๒ เมื่อกระแสการต่อสู้คัดค้านอำนาจเผด็จการโซโมซาจากประชาชนได้ทวีสูงขึ้น จนในที่สุดก็สามารถโค่นล้มระบบการปกครองของประธานาธิบดีโซโมซาลงได้ นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาชนนิคารากัวในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ ที่ปกครองมาเกือบครึ่งศตวรรษ

การโค่นล้มระบอบเผด็จการโซโมซา โดยกองกำลังปฏิวัติของแนวร่วมรักชาตินิคารากัว ภายใต้การนำของแนวร่วมปลดปล่อยแซนดินิสต้า (Sandinista Liberation National Front :FSLN) นั้น มีสิ่งที่น่าสนใจติดตามมาหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการผนึกกำลังแนวร่วม การประสานรูปแบบการต่อสู้ เป็นต้น

ในการต่อสู้กับผู้ปกครองเผด็จการนั้น นอกจากจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของการปฏิวัติให้สอดคล้องกับสภาพสังคมแล้ว ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีและรูปแบบของการต่อสู้ ก็จะต้องกำหนดให้สอดคล้องกับสภาพการต่อสู้ที่เป็นจริงด้วย จึงจะนำไปสู่ชัยชนะได้

ในทางหลักการแล้ว การจะต่อสู้เปลี่ยนแปลงไม่ควรปฏิเสธรูปแบบการต่อสู้ใดๆ แต่จะใช้รูปแบบการต่อสู้ใด เมื่อไรนั้นก็จะต้องกำหนดจากสภาพการณ์ที่เป็นจริง ระยะหรือขั้นตอนของการต่อสู้เป็นสำคัญ

การต่อสู้ของประชาชนนิคารากัว นอกจากจะต่อสู้ด้วยอาวุธแล้ว ยังประสานการต่อสู้ทางการเมืองหลายรูปแบบด้วย ตั้งแต่ การชุมนุม ประท้วง เดินขบวน นัดหยุดงาน หรือแม้กระทั่งการจับตัวประกัน

ในการดำเนินการต่อสู้นั้นนอกจากจะต้องมีกองหน้าของประชาชนเป็นส่วนนำแล้ว การผนึกกำลังของประชาชนชั้นชนต่างๆก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดอันหนึ่ง บทเรียนจากการปฏิวัตินิคารากัว ได้พิสูจน์ชี้ชัดว่า มีแต่ทำให้การผนึกกำลังของมวลประชามหาชนปรากฏเป็นจริงขึ้นเท่านั้น จึงจะสามารถโค่นล้มเผด็จการลงไปได้ในที่สุด


นิคารากัว

เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ประชาชนนิคารากัวได้โค่นล้มระบบเผด็จการของนายพลโซโมซาลง กองกำลังปฏิวัติของแนวร่วมรักชาติภายใต้การนำของขบวนการซันดินิสต์ เข้ายึดเมืองหลวงมานากัว ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม นับแต่นั้นมานิคารากัวได้กลายเป็น “เมกกะ” อีกแห่งหนึ่งของ “นักแสวงบุญการปฏิวัติ” จากทุกมุมโลก จากลาตินอเมริกาและยุโรป ทั้งนี้เพราะเอกลักษณ์ของการปฏิวัตินิคารากัวเป็นสิ่งที่ควรแก่การศึกษาติดตาม ผลสะเทือนจากการปฏิวัตินิคารากัวนั้นใหญ่หลวง สิ่งทีเรียกว่า “ความวุ่นวาย” หรือ “ไฟปฏิวัติ” ที่กำลังลุกลามอยู่ในประเทศอเมริกากลางอื่นๆ ได้แก่ เอลซันวาดอร์ และกัวเตมาลา

นิคารากัวเป็นประเทศเล็กๆในอเมริกากลางแต่ประชาชนมีประวัตการต่อสู้อันยาวนาน ขบวนการปฏิวัติซันดิ นิสต์สามารถโค่นล้มระบบเผด็จการลงได้ด้วยการประสานรูปแบบการต่อสู้ และใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบพื้นฐานของการต่อสู้ได้อย่างมีศิลปะ บทเรียนจากการปฏิวัตินิคารากัวมีมากมายที่น่าศึกษา

การต่อสู้ของประชาชนนิคารากัว

ในตอนกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นิคารากัวก็เช่นเดียวกับประเทศอเมริกากลางอื่นๆที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของสเปน ที่แผ่ตัวเข้ามาหาความมั่นคั่งและอาณานิคม จนกระทั่งกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ นิคารากัว หลุดออกมาเป็นอิสรภาพอยู่ได้ระยะหนึ่ง แต่ต่อมาเมืองชายฝั่งแบซิฟิกอันอุดมสมบูรณ์ ตกไปอยู่ในความอารักขาของอังกฤษจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๐๓ นิคารากัวกลับเป็นเอกราชสมบูรณ์อีก พอปีพ.ศ. ๒๔๕๕ สหรัฐอเมริกาแผ่อิทธิพลเข้ามาภายในประเทศ ถือสิทธิ์เด็ดขาดในการที่จะขุดคลองตัดผ่านประเทศ เช่นเดียวกับปานามา ประชาชนนิคารากัวได้ทำการต่อต้าน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารเข้าทำการยึดครอง

ในระยะนี้เอง ขบวนการชาตินิยมนิคารากัวได้ลุกขึ้นสู้ภายใต้การนำของ โอกุสโต เซซาร์ ซันติโน โดยตั้งกองกำลังที่เรียกว่า กองทัพปกป้องอธิปไตยแห่งชาติขึ้น เพื่อปลดปล่อยประเทศออกจากอิทธิพลของสหรัฐฯ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๙ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญเกิดขึ้นคือ ตาโช โซโมซา ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนแรกของนิคารากัว โดยมีอิทธิพลของอเมริกาหนุนหลังอยู่ ตั้งแต่นั้นมานิคารากัวก็ตกเป็นทาสทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ตาโช ครองอำนาจอยู่ถึงยี่สิบปี ก่อนจะถูกลอบสังหารโดยขบวนชาตินิยมในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ในระหว่างยี่สิบปีที่อยู่ในอำนาจ ครอบครัวโซโมซาได้วางตำแหน่งทายาททางการเมืองไว้อย่างรัดกุม โดยส่งลูกชายคนโตและคนรองได้แก่ หลุยส์และอานัสตาซิโอ ไปศึกษาในสหรัฐฯ คนแรกเรียนทางพลเรือน คนหลังเรียนทางทหาร จึงไม่น่าสงสัยเลยที่ครอบครัวเผด็จการโซโมซาสามารถแผ่ขยายอำนาจครอบครองผูกขาดทางการเมืองและเศรษฐกิจนิคารากัวไว้ได้ โดย อานัสตาซิโอ เป็นผู้ควบคุม “หน่วยรบพิเศษ” (National Guard) ซึ่งเป็นหน่วยรบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (ฝึกโดยตรงโดยผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน) ทำการคุ้มครองฐานอำนาจของตระกูลไว้

หลังจากตาโชถูกลอบสังหาร หลุยส์ โซโมซา ลูกชายคนโตได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๖ อำนาจหลุดมือจากตระกูลโซโมซาไปเป็นเวลา ๕ ปีเพราะแพ้เลือกตั้ง ในช่วงสมัยหลุยส์เป็นประธานาธิบดีนี้เองที่ขบวนการซันดินิสต์ ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔ ต่อมาตระกูลโซโมซาได้กลับมาครองอำนาจอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๑๐ โดย อานัสตาซิโอ น้องชายของหลุยส์ได้นำกำลัง”หน่วยรบพิเศษ” เข้ายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจอมเผด็จการทหารสมบูรณ์แบบด้วยความเห็นชอบจากวอชิงตัน จากนั้นก็กำจัดคู่แข่งขันทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ตระกูลโซโมซาและบริวารทำการผูกขาดทางการเมือง ทางทหารและครอบงำทางเศรษฐกิจกว่าครึ่งประเทศ

เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในนิคารากัว ประชาชนตายและบาดเจ็บเกือบสามหมื่นคน คนเสียหายทางวัตถุมากมาย นานาชาติส่งความช่วยเหลือมหาศาลประมาณ ๘๐๐ ล้านดอลล่าร์มาช่วยประชาชนผู้ประสบภัย แต่โซโมซาและบริวารที่ควบคุมกลไกการบริหารกลับฉ้อฉล โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชน นี่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของนิคารากัว

ระบบเผด็จการโซโมซาเริ่มถูกต่อต้านทางการเมืองจากประชาชนทุกระดับชั้นทางสังคม ในช่วงนี้เองที่ขบวนการซันดินิสต์เข้มแข็งขึ้นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและแนวร่วมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่การต่อสู้ของขบวนการฯ ในช่วงนี้ก็ยังประสบความลำบาก หน่วยกองโจรขนาดเล็กที่ปฏิบัติการอยู่ตามภูเขาและป่าทึบ ต้องเผชิญกับกำลังขนาดใหญ่ของรัฐบาล บ่อยครั้งที่การล้อมปราบทำความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ขบวนการฯ ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ขบวนการฯ ทำการรุกครั้งใหญ่ หน่วยกล้าตายจำนวนหนึ่งบุกเข้าจับตัวประกัน ๑๗ คน ๕ คนในนั้นเป็นรัฐมนตรีของรัฐบาล ขบวนการฯได้ตั้งข้อเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง ๒๐ คน ค่าไถ่ ๕ ล้านดอลล่าร์ รัฐบาลยอมตามข้อเรียกร้อง แต่หลังจากนั้นก็เริ่มปราบปรามรุนแรง มีการกวาดล้างกวาดจับทั่วประเทศ การทรมานนักโทษการเมืองเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่การต่อสู้ของขบวนการซันดินิสต์แผ่ขยายมากขึ้นทุกที และประชาชนหันมาสนับสนุนยิ่งขึ้น ความช่วยเหลือ มีทั้งให้กำลังใจ สนับสนุนทางการเงิน ให้ที่หลบซ่อนและอาหารจนกระทั่งเข้าร่วมจับอาวุธสู้ก็มีมาก

ต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๑ นักหนังสือพิมพ์ฝ่ายค้านผู้มีชื่อเสียงถูกลอบสังหารโดยพวกของโซโมซา การลอบสังหารนี่คือจุดชนวนสงครามการเมือง เพราะประชาชนนิคารากัวเต็มไปด้วยความเคียดแค้น และหมดความอดกลั้น ขบวนการซันดินิสต์เริ่มรุกทันทีโดยบุกตีค่ายทหารตามเมืองใหญ่หลายแห่งพร้อมกัน ประชาชนในหลายเมืองลุกขึ้นสู้ เช่นเมืองมาซายา การต่อสู้ตามเมืองใหญ่ยืดเยื้ออยู่หนึ่งสัปดาห์

พอถึงเดือนมิถุนายนกองกำลังของขบวนการฯ เปิดการรุกครั้งใหญ่ด้วยการบุกเข้าตีค่ายของ “หน่วยรบพิเศษ” กลางเมืองหลวงมานากัว ติดตามมาด้วยการยึดรัฐสภาในขณะที่สมาขิกรัฐบาลประชุมกัน เดือนถัดไปมีการหยุดงานทั่วประเทศ วันที่ ๒๐ กันยายน “หน่วยรบพิเศษ” ของโซโมซาบุกเข้าตีเมืองเอสเตลิจนได้คืน ฝ่ายรัฐบาลทำการสังหารหมู่เด็กและผู้หญิงจำนวนมาก ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยเข้าไปคอสตาริกา และฮอนดูรัสถึงหนึ่งหมื่นหกพันคน

เดือนธันวาคมรัฐบาลประกาศสภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ สหรัฐฯ ตัดความช่วยเหลือทางทหารต่อรัฐบาลเผด็จการของนายพลอานัสตาซิโอ โซโมซาในฐานะละเมิด “สิทธิมนุษยชน”

นิคารากัวเข้าสู่สงครามประชาชนเต็มรูปแบบ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม นายพลโซโมซาและบริวารหนีออกนอกเมืองหลวง กองกำลังของประชาชนภายใต้การนำของขบวนการซันดินิสต์เข้ากรุงมานากัวในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอภิวัฒน์ของชาวนิคารากัวได้ที่ http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/02/blog-post_9207.html และ http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/02/blog-post_6841.html

Monday, February 23, 2009

บทความที่๔๔๐.จดหมายจากท่านปรีดีถึงนายสังข์ พัธโนทัย

จดหมายนายปรีดี พนมยงค์ ถึง นายสังข์ พัธโนทัย

วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙

คุณสังข์ พันธโนทัย ที่รัก

   ผมได้รับจดหมายของคุณฉบับลงวันที่ ๑๒ เดือนนี้กับหนังสือ “ความนึกในกรงขัง” แล้ว ด้วยความรู้สึกขอบคุณมากในไมตรีจิตและความเปนธรรมที่คุณมีต่อผม.

   ผมมีความยินดีมากที่ได้ทราบจากคำยืนยันของคุณว่า ท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามมิได้เปนศัตรูของผมเลย ท่านมีความรำลึกถึงความหลังอยู่เสมอและอยากจะเห็นผมกลับประเทศทุกเมื่อ. แม้ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะเปนดังที่คุณกล่าวว่า เหตุการณ์ไม่ช่วยเราเสมอไปและจำเปนต้องใช้ความอดทนอยู่มากก็ตาม แต่ผมก็มีความหวังว่าโดยความช่วยเหลือของคุณ ผู้ซึ่งมีใจเปนธรรมและมีอุดมคติที่จะรับใช้ชาติและราษฎรอย่างบริสุทธิ์ ผมคงจะมีโอกาศทำความเข้าใจกับท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามถึงเจตนาดีของผมในส่วนที่เกี่ยวแก่ท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามและการงานของชาติและราษฎรที่เราทั้งหลายจะต้องร่วมมือกันเพื่อความเปน เอกราชสมบูรณ์ของชาติ. ผมจึงมีความปรารถนาเปนอย่างมากที่จะได้มีโอกาศพบกับคุณในเวลาไม่ช้านักเพื่อปรึกษาหารือกับคุณถึงเรื่องนี้ และเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอีกหลายประการซึ่งบางทีคุณอาจต้องการทราบ.

   ผมเห็นว่าคุณได้บำเพ็ญบุญกุศลอย่างแรงในการที่คุณได้แจ้งให้ผมทราบถึงบันทึกที่คุณเผ่าได้สอบถามปากคำคุณเฉลียว ชิต บุศย์ ก่อนถูกยิงเป้าที่ยืนยันว่า ผู้บริสุทธิ์ทั้งสามรวมทั้งตัวผมมิได้มีส่วนพัวพันในกรณีย์สวรรคต. ดังนั้น นอกจากผมขอแสดงความขอบคุณเปนอย่างยิ่งมายังคุณ ผมจึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดดลบันดาลให้คุณมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และประสบทุกสิ่งที่คุณปรารถนาทุกประการ.

ผมขอส่งความรักและนับถือมายังคุณ.

ปรีดี พนมยงค์

 

*ระหว่างสงครามโลกครั้งที่๒ นายสังข์ พัธโนทัย รับราชการในกรมโฆษณาการ ถือว่าเป็นคนสนิทของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในสมัยนั้น ภายหลังได้ลาออกจากราชการและระหว่างที่ติดต่อนายปรีดี พนมยงค์ เขาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เสถียรภาพ(รายวัน)ล่าสุดก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๙(อายุ ๗๒ปี) เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประโคนชัย(รายสัปดาห์)

Sunday, February 22, 2009

บทความที่๔๓๙.สัมภาษณ์นายปรีดี พนมยงค์กับกรณีสวรรคต

สัมภาษณ์นายปรีดี พนมยงค์กับกรณีสวรรคต
(จากหนังสือในชุด ๑๐๐ ปีชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ในปี ๒๕๔๓)

บุคคลสำคัญคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องในกรณีสวรรคต มากมายทั้งความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขณะที่มีกรณีสวรรคตเกิดขึ้น และมีเสียงกล่าวหาว่าพัวพันในทางร้ายแรงเรื่อยมา ก็คือ นายปรีดี พนมยงค์

แม้อายุความเกี่ยวกับกรณีสวรรคตจะสิ้นสุดลงหลายปีแล้ว แต่นายปรีดี พนมยงค์ ก็ยังไม่กลับเมืองไทยหรือกลับเมืองไทยไม่ได้ ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกรณีนี้นั่นเอง

มีคนเป็นอันมากอยากรู้ว่านายปรีดี พนมยงค์ ได้พูดเกี่ยวกับกรณีสวรรคตอย่างไรบ้างหรือไม่ เรื่องนี้ปรากฎว่านายวีระ โอสถานนท์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ “มหาราษฎร์” ได้สัมภาษณ์ นายปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านพักชานกรุงปารีสค่อนข้างยาวซึ่งใจความตอนหนึ่งมีว่า

มีผู้พูดกันว่า จอมพล ป.และ พล.ต.อ.เผ่าได้หลักฐาน(กรณีสวรรคต)ใหม่นั้น ท่านจะบอกได้หรือไม่ว่าคืออะไร
นายปรีดี พนมยงค์ตอบว่า

แม้แต่ศาลฎีกาซึ่งมีผู้พิพากษาคณะเดียว โดยมิได้มีการประชุมใหญ่ของผู้พิพากษาศาลฎีกาได้ตัดสินประหารชีวิตนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน ไปแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ส่งตัวแทนไปพบผมในประเทศจีน แจ้งว่า ได้หลักฐานใหม่ที่แสดงว่าผู้ถูกประหารชีวิตทั้งสามคนและผมเป็นผู้บริสุทธิ์

ฉะนั้นจอมพลพิบูลฯ จึงจะเสนอผู้แทนราษฎรให้ออกกฎหมายให้มีการพิจารณาคดีใหม่ด้วยความเป็นธรรม

การเมืองซึ่งบัดนี้มันก็ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ คนเราบริสุทธิ์เราไม่ต้องกลัวความจริง ถ้าผมเป็นคนทำจริงแล้ว ถ้าเป็นคนที่เรียกว่าไปทำ(ปลงพระชนม์)จริงแล้ว ผมไม่กล้ากลับเมืองไทยหรอก
นี่เพราะผมมีความบริสุทธิ์ ใครจะเอาผมไปต้มยำ ผมไม่กลัวหรอก

เราเกิดมามันก็ตายกันทั้งนั้น แต่จะตายอย่างขุนเขา หรือจะตายแบบขนนก แต่ผมคิดว่าถ้าจะตายก็ตายอย่างที่เรียกว่าเป็นประโยชน์ นี่ผมนึกอย่างนี้

บทความที่๔๓๘.บทสัมภาษณ์หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์(จบ)

บทสัมภาษณ์พิเศษ หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-ผู้พิพากษาผู้ทำความเห็นแย้งในชั้นศาลอุทธรณ์คดี ๓ มหาดเล็กประทุษร้าย ร.๘
โดย นเรศ นโรปกรณ์ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๑๗
(คัดลอกจากหนังสือคำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต ร.๘ จากชุดหนังสืองาน ๑๐๐ ปีชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์)

นเรศ-ที่ว่านี้ก็แสดงว่าท่านก็ยอมรับว่าได้มีและได้ทราบข่าวลือหลายแง่หลายมุมอยู่เหมือนกันในระหว่างนั้นใช่ไหมครับ?
หลวงปริพนธ์-ลือกันมาก! ไหนๆคุณก็ถามถึงอย่างนี้แล้ว ผมขอเรียนว่า ผมอ่านเอกสารทุกชิ้นโดยมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยก็เพื่อจะมิให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปเฉยๆ ผมคำนึงในฐานะผู้พิพากษาว่า แง่มุมใดๆ ที่ชวนให้เขวไปตามข่าวลือแล้ว ผมจะไม่ยอมให้ผ่านไปเด็ดขาด

นเรศ-การเสกสรรปั้นแต่งที่แนบเนียนก็ย่อมจะมีขึ้นได้ ผมได้ยินเขาพูดกันอยู่
หลวงปริพนธ์-การเสี้ยมสอนพยานในบางคดี ก็เคยเห็นเคยได้ยิน แต่ที่เกี่ยวกับข่าวลือในกรณีสวรรคตนี้ นอกจากการลือถึงนายปรีดี ผมพูดได้ว่า ถ้าเป็นจริงอย่างที่ลือก็คงจะมีแง่มุมให้เห็นบ้าง

นเรศ-นี่ไม่เห็นเลยหรือครับ?
หลวงปริพนธ์-ไม่เห็นอะไรสักนิด ขณะนี้ผมก็อายุ ๗๖-๗๗ ก็ใกล้ตายเต็มทีแล้ว ผมขอพูดเสียเลยว่า ถ้ากรณีสวรรคตเป็นไปตามข่าวลือต่างๆ ที่ยังลือมาจนกระทั่งบัดนี้ ผมเชื่อว่าผมคงจะต้องพบอะไร “แหลม” ออกมาบ้าง แต่ผมก็ไม่พบอะไรจริงๆ

นเรศ-หมายความว่าที่ลือว่า นายปรีดีฆ่าในหลวงก็ไม่มีเค้า?
หลวงปริพนธ์-ไม่พบเค้าเลย

นเรศ-ที่ลือว่าอุบัติเหตุด้วยน้ำมือคนอื่นก็ไม่จริง?
หลวงปริพนธ์-ไม่พบเค้าเลย

นเรศ-ที่ลือว่าทรงยิงพระองค์เองก็ไม่เป็นความจริง?
หลวงปริพนธ์-ไม่พบเค้าอีกเช่นกัน

นเรศ-ถ้ากระนั้นก็เหลือทางเดียว
หลวงปริพนธ์-ทางเดียว

นเรศ-อุบัติเหตุใช่ไหมครับ?
หลวงปริพนธ์-ครับ ตามความเห็นแย้งที่ผมยังยืนยันไว้นั่นแหละ

นเรศ-ผมเห็นจะต้องกราบรบกวนท่านต่อไป
หลวงปริพนธ์-เชิญครับ

นเรศ-ท่านรู้จักท่านปรีดี พนมยงค์ มากน้อยเพียงใด?
หลวงปริพนธ์-รู้จักธรรมดาๆ ตั้งแต่อยู่เมืองนอก แล้วก็รับราชการด้วยกัน ผมเคยอยู่คณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อผมย้ายแล้วเขาก็ไปแทนผม

นเรศ-กลับจากเมืองนอกแล้ว นายปรีดีเคยชวนท่านเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้างไหมครับ?
หลวงปริพนธ์-ไม่เคย เรื่องการบ้านการเมืองไม่เคยเกี่ยวข้องกัน

นเรศ-ความสนิทสนมกันล่ะครับ ?
หลวงปริพนธ์-ถ้าไม่เรียกว่ารู้จักกันธรรมดาก็รู้จักโดยหน้าที่ราชการความสนิทสนมกันไม่มี

นเรศ-การมีความเห็นแย้งของท่าน เป็นที่พูดกันอย่าไรบ้างหรือไม่ในบรรดาสามจำเลย รวมทั้งนายปรีดีหรือเรือเอกวัชรชัย?
หลวงปริพนธ์-ผมไม่ทราบ ผมไม่เคยทราบอะไรเลย

นเรศ-ได้ข่าวว่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและตำรวจในระยะนั้น “ข้องใจ” ท่านมาก
หลวงปริพนธ์-ตำรวจเขาส่งคนมาสอบถามสามสี่ข้อด้วยกัน คือ
๑.ฐานะดั้งเดิม
๒.ความคิดเห็นทางการเมืองและสมัครพรรคพวกทางการเมือง
๓.การเงิน ในช่วงระยะเวลาเหล่านั้น
๔.เหมือนที่คุณนเรศซักผมเมื่อตะกี้ว่าเกี่ยวข้องกับนายปรีดีลึกตื้นอย่างไรเพียงไร?

นเรศ-ท่านตอบเขาอย่างไร?
หลวงปริพนธ์-ผมก็ตอบเขาตามที่เป็นจริง คือ
๑.ฐานะดั้งเดิมก็ลูกชาวนาอยู่บางเหี้ย สะพานคลองด่าน สมุทรปราการนี้เอง
๒.ความเห็นทางการเมืองก็ประชาธิปไตย แต่ไม่ได้เล่น เพราะรับราชการจึงไม่มีสมัครพรรคพวก
๓.การเงิน ก็เงินเดือนผู้พิพากษาและเลี้ยงหมาไทย(หมาหลังอาน)ขายบ้าง
๔.การเกี่ยวข้องกับนายปรีดีก็อย่างที่ตอบคุณนเรศไปแล้ว

นเรศ-การขู่เข็ญอย่างอื่นมีอะไรบ้างไหมครับ?
หลวงปริพนธ์-มีคนมาบอกตลอดเวลาว่าเขาจะเล่นงานผมเหมือนกันได้เฝ้าติดตามอยู่ถึงสองปี เมื่อเห็นว่า ผมอยู่กับหมาไทยแน่ๆ แล้ว ก็มีคนมาบอกผมอีกว่าเขาเลิกสนใจ และตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่ต้องคอยระวังตัวอีก

นเรศ-ทางด้านศาลอุทธรณ์ เมื่อท่านมีความเห็นแย้งครั้งแรก มีปฏิกิริยาอะไรบ้างหรือเปล่าครับ?
หลวงปริพนธ์- แหม! ก็ไม่น่าจะพูด แต่ก็ขอเรียนว่ามีคนไม่พอใจ ถูกกระแหนะกระแหนว่านั่นว่านี่บ้าง จะไม่อ่านความเห็นแย้งให้บ้าง

นเรศ-ท่านตอบโต้อย่างไร?
หลวงปริพนธ์-ก็ไม่ตอบโต้อะไร ความเห็นแย้งนี่มันเป็นสิทธิของผม เขาก็นำเรื่องไปถึงกระทรวง เสนออธิบดีศาลอุทธรณ์ คุณหลวงจำรูญเนติศาสตร์ท่านถามผม ผมก็ตอบไปว่า ผมเห็นอย่างนั้นๆ ท่านก็นิ่ง

นเรศ-ในที่สุดก็อ่านความเห็นแย้งของท่านต่อท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
หลวงปริพนธ์-ครับ อ่านต่อท้าย

นเรศ-ท่านคิดว่า ความเห็นแย้งของท่านเมื่อเทียบกับคำพิพากษาของทั้งสามศาลแล้วเป็นอย่างไร?
หลวงปริพนธ์-โดยที่ผมยังยืนยันความเห็นแย้งของผมมาจนบัดนี้ ก็เท่ากับผมได้แย้งความเห็นของคนอื่นๆที่นอกเหนือจากนี้ทุกความเห็น ไม่จำเพาะแต่คำพิพากษาเท่านั้น

นเรศ-ท่านคิดว่าประชาชนจะพูดถึงความเห็นแย้งของท่านอย่างไร โดยเฉพาะในอนาคต?
หลวงปริพนธ์-ข้อนั้นผมรู้ไม่ได้

นเรศ-ตามที่นายปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์นายวีระ โอสถานนท์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ “มหาราษฎร์” ว่า จอมพล ป. กับ พล.ต.อ.เผ่า ได้หลักฐานใหม่ ท่านคิดว่าในทางปฏิบัติ หากว่าเป็นความจริงอย่างนั้นจะทำอย่างไร?
หลวงปริพนธ์-ก็คงจะเป็นเรื่องของรัฐบาลจะออกกฎหมายอะไรทำนองนั้น เรื่องอย่างนี้เมืองไทยไม่เคยมีเหมือนเมืองนอกเขา สำหรับในกระบวนการยุติธรรมนั้น มันเป็นเรื่องของเดดแอนด์ดัน(dead and done) คือ เรื่องสำเร็จเด็ดขาดลงไปแล้ว เห็นจะทำอะไรอีกไม่ได้

นเรศ-ท่านคิดบ้างไหมว่า วันเวลาสำหรับการนำหลักฐานในแต่ละคดีมาสู่ศาลนั้น อาจจะเป็นอุปสรรคหรือจำกัดข้อเท็จจริง หรือทำให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด?
หลวงปริพนธ์-ก็อาจเป็นบ้าง

นเรศ-คำพิพากษาของศาลย่อมถูกจำกัดด้วยคำฟ้องของโจทก์หรือข้อต่อสู้ของจำเลยในแต่ละคดี นั่นหมายความว่า ข้อเท็จจริงแท้ๆ อาจย่อหย่อนได้ไม่มากก็น้อย ท่านคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างนี้บ้างหรือไม่?
หลวงปริพนธ์-ก็อาจเป็นบ้าง แต่ทำไมจะต้องเป็นอย่างนั้น? สมมติฐานของคุณนเรศ ถ้ายกตัวอย่างกรณีสวรรคต ผมก็ไม่เชื่อว่าจำเลยจะหลงลืมข้อเท็จจริงหรือปรารถนาให้ข้อเท็จจริงย่อหย่อนอย่างแน่นอน ผมอยากจะสมมติให้คุณนเรศฟังบ้างว่า ผัวเมียซึ่งรักกันปานจะกลืน แม้หากเมื่อจำเป็นต้องหนีภัยก็คงจะกระเจิดกระเจิงจนพลัดกันได้ไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่งนี่ก็อย่างที่ผมว่าไว้แล้วแต่ต้นว่า ถ้ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่ก็จะต้องพบเห็นแห่งมุมนั้นๆบ้าง แต่ผมไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย จึงไม่คิดว่าฝ่ายจำเลยจะย่อหย่อนข้อเท็จจริงอะไรไว้

นเรศ-ผมขอบพระคุณท่านสำหรับความกรุณาให้ผมได้สัมภาษณ์ตลอดมา ซึ่งผมคิดว่า สัมภาษณ์ครั้งนี้แล้วก็คงจะไม่ต้องสัมภาษณ์ท่านอีกแน่ๆ
หลวงปริพนธ์-ถ้าผมยังไม่ตายเสียก่อน คุณนเรศอยากจะมาคุยอะไรก็เชิญ

นเรศ-ขอบพระคุณท่านครับ

บทความที่๔๓๗.บทสัมภาษณ์หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์(๑)

บทสัมภาษณ์พิเศษ หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-ผู้พิพากษาผู้ทำความเห็นแย้งในชั้นศาลอุทธรณ์คดี ๓ มหาดเล็กประทุษร้าย ร.๘
โดย นเรศ นโรปกรณ์ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๑๗
(คัดลอกจากหนังสือคำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต ร.๘ จากชุดหนังสืองาน ๑๐๐ ปีชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์)


นเรศ- สวัสดีครับท่าน
หลวงปริพนธ์-สวัสดีครับคุณนเรศ

นเรศ-ผมมารบกวนท่านอีกแล้วครับ
หลวงปริพนธ์-เอาเลย มีอะไรหรือ?

นเรศ –ทุกครั้งที่กรณีสวรรคตเป็นข่าวเกรียวกราว ผมก็มาสัมภาษณ์ท่านในฐานะผู้พิพากษาอุทธรณ์ที่มีความเห็นแย้งผู้พิพากษาอื่นอีกสี่ท่านหรือถ้าจะนับกันทั้งสามศาล ท่านก็แย้งผู้พิพากษาถึง ๑๔ ท่านด้วยกัน นี่คงจะรบกวนท่านเรื่องเดิม
หลวงปริพนธ์-คราวก่อนคุณนเรศอยู่หนังสือพิมพ์อะไร?

นเรศ-ไทรายวัน พิมพ์ไทย กรุงเทพฯ เสรีไทย ฯลฯ แต่ฉบับไหนก่อนหรือหลังก็ลืมๆ แล้วครับ
หลวงปริพนธ์-คราวนี้อยู่สยามรัฐหรือ?

นเรศ-ครับ สยามรัฐ แต่ผมมาสัมภาษณ์ท่านเป็นการส่วนตัว ในฐานะผู้รวบรวมเรื่องกรณีสวรรคตเป็นรายหลังสุด
หลวงปริพนธ์-ได้ข่าวว่าพิมพ์กันหลายเล่ม

นเรศ- ครับ รายแรกก็หมอสรรใจ แสงวิเชียร กับคุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย,รายที่๒ คุณสุพจน์ ด่านตระกูล,รายที่ ๓ คุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์,รายที่๔ คุณประพัฒน์ ตรีณรงค์, รายที่๕ ที่ ๖ ก็มีครับ แล้วยังมีคำพิพากษาครบทั้งสามศาลเสียอีก โดยเฉพาะคำพิพากษานี้เองที่ผมอยู่เฉยไม่ได้ ทั้งที่ไม่คิดจะรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนเลย
หลวงปริพนธ์-เป็นยังไง? คำพิพากษาเป็นยังไงหรือ ?

นเรศ-ผมเคยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ก็ต่อท้ายด้วยความเห็นแย้งของท่านใช่ไหมล่ะครับ?
หลวงปริพนธ์-ครับ

นเรศ-แต่ในคำพิพากษาที่เขาจัดพิมพ์ใหม่นี้ ไม่มีความเห็นแย้งของท่าน ผมก็เลยคิดว่าในแง่ประวัติศาสตร์คงไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร นี่แหละครับจึงต้องมากราบเรียนสัมภาษณ์ท่านเพิ่มเติม
หลวงปริพนธ์-ครับ แต่ผมยังได้ยินข่าวว่าฝรั่งก็พิมพ์กันด้วยไม่ใช่หรือ?

นเรศ-ตามข่าวก็ว่าหนังสือพิมพ์ฮ่องกงสแตนดาร์ดตีพิมพ์เป็นตอนๆ มีคำให้สัมภาษณ์ของเรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวช และในเมืองไทยนี้เองก็ทราบว่ามีการแปลหนังสือที่ฝรั่งเขียนเกี่ยวกับกรณีสวรรคตพิมพ์ขายเสียอีก แต่ขายกันลับๆ ผมก็อยากจะอ่านอยู่เหมือนกันแต่ไม่ปะช่องเสียที มันจะใช่ฝรั่งเจ้าเก่านั่นหรือเจ้าไหนก็ไม่ทราบ นี่ผมก็ว่าไปตามไปตามๆที่เขาว่ากันนะครับ แต่เมื่อดูตามจำนวนคืนซื้อ เล่มแรกๆ ร่วมแสนแล้ว ก็แสดงว่าประชนสนใจเรื่องนี้จริงๆ
หลวงปริพนธ์- นั่นซี ความอยากรู้ของคนเราก็อย่างนี้เอง คุณนเรศจะมาเอาอะไรจากผมอีก ผมก็พูดได้ตามความเห็นแย้งเท่านั้น

นเรศ-ผมอยากจะทราบอะไรๆ จากท่านหลายอย่าง ประการแรก ที่ผมเคยมาเรียนสัมภาษณ์ท่านหลายครั้งแล้วนั้น อายุความของคดีนี้ยังไม่สิ้นสุด ประการหลัง วันเวลาที่เนิ่นนานมาอย่างนี้ ท่านอยากจะพูดอะไรเพิ่มเติมอีกบ้างก็สุดแต่ท่านจะพอใจ กรุณาตอบตามสบายเลยครับ
หลวงปริพนธ์-ผมก็คงตอบอย่างที่เคยตอบคุณนเรศมาแล้วว่า ความเห็นเกี่ยวกับกรณีสวรรคตย่อมจะแตกต่างกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งถ้าเกี่ยวกับการเมืองหรือนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างนายปรีดี พนมยงค์ หรือคุณหลวงประดิษฐ์ฯ อย่างนี้ คนก็ต่างว่ากันไปต่างๆ นานา คนนั้นว่างี้ คนนี้ว่างั้น แต่ไม่ว่าใครจะว่ายังไง ผมก็เห็นว่าจำเลยทั้ง ๓ คนคือนายชิต นายบุศย์ นายเฉลียว ไม่ควรจะ..ควรจะปล่อยตัวนั่นแหละ แม้จนเดี๋ยวนี้ผมก็ยังเห็นอยู่อย่างนั้น

นเรศ-เป็นความเชื่อของท่านหรือครับ?
หลวงปริพนธ์-เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง จากหลักฐานทุกอย่างทุกประการเท่าที่มีมากมายเหลือเกิน และผมได้จับต้องลูบคลำมาแล้วทุกอย่างทุกชิ้นไม่ปล่อยให้ผ่านสายตาสักชิ้นเดียว มันจึงเกิดความเห็นแย้งขึ้นมาอย่างนั้น

นเรศ-ผมขอกราบเรียนเกี่ยวกับความเห็นแย้งเสียก่อนนะครับ เราจะเรียกว่าเป็นคำพิพากษาแย้งได้ไหม?
หลวงปริพนธ์-ไม่ใช่คำพิพากษา แต่เป็นความเห็นของผู้พิพากษาข้างน้อยในองค์คณะพิพากษาทั้งหมด เช่น ห้าคนก็อาจจะเป็นจำนวนแย้งสองต่อสาม หรือหนึ่งต่อห้า เรียกว่า “ความเห็นแย้ง” ตรงตัวนี่แหละครับ

นเรศ-ความเห็นแย้งทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไปไหม?
หลวงปริพนธ์-ไม่จำเป็น เว้นแต่คดีใหญ่ๆ

นเรศ-ผู้พิพากษาจะมีความเห็นแย้งได้ทุกศาลไหมละครับ?
หลวงปริพนธ์-มีได้เฉพาะศาลอาญาหรือศาลต้นกับศาลอุทธรณ์เท่านั้น ศาลฎีกามีความเห็นแย้งไม่ได้ หรือถึงจะมีก็ต้องยอมรับความเห็นของผู้พิพากษาข้างมาก

นเรศ-ผมเรียนถามแทรกอีกนิดเถอะครับ เพราะได้ทราบมาว่า ในศาลฎีกา เมื่อคดีนี้ผ่านการพิจารณาแล้ว ผู้พิพากษาสองในสามมีความเห็นแย้ง อย่างความเห็นแย้งของท่าน คือ ให้ปล่อยตัวจำเลยทั้งสามไป
หลวงปริพนธ์-คุณทราบจากทางไหน?

นเรศ-ก็อย่างที่ท่านรู้จักผมนั่นแหละครับ สมัยเป็นนักข่าว ทางโรงพิมพ์มอบให้ผมทำข่าวนี้เรื่อยมาเกือบจะทุกโรงพิมพ์ทีเดียว ผมก็เลยได้ข่าวลือว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกาสองในห้าท่านมีความเห็นแย้งดังกล่าว แต่ก็ไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ?
หลวงปริพนธ์-ผมตอบอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า ผมไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จเหมือนกัน แต่ข่าวลือนั้นผมได้ยินอย่างเดียวกับคุณนเรศ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะพูดถึงข่าวลือไม่ใช่หรือ?

นเรศ-ครับ ข่าวลือย่อมไม่เป็นที่พึงประสงค์ แต่กรณีสวรรคตเป็นเรื่องที่ไม่จบสิ้นจนทุกวันนี้เพราะข่าวลือนั่นเอง ท่านคงจะไม่ปฏิเสธว่าความเห็นที่แตกต่างกันไม่เป็นที่ยุติอย่างที่กล่าวก็เพราะข่าวลือแท้ๆ หรือท่านจะปฏิเสธว่าไม่มีข่าวลือ?
หลวงปริพนธ์-ก็ลือกันมาก!

นเรศ-ลือกันจนเกือบจะเสียผู้เสียคนไปอย่างนายปรีดี พนมยงค์ นั่นก็อย่างหนึ่ง ผมคิดว่าท่านคงไม่ปฏิเสธที่เขาลือกันว่านายปรีดีฆ่าในหลวง
หลวงปริพนธ์-ก็ได้ยินอยู่และมีในสำนวน

นเรศ-ควรมิควรแล้วแต่ท่านจะพิจารณาเถอะครับ ยังมีที่ลือต่อไปอีก ผมไม่ทราบว่าที่มีการพิจารณาลับเกี่ยวกับคดีสวรรคตเป็นเรื่องที่ลือนี้หรือเปล่า?
หลวงปริพนธ์-ผมอ่านเอกสารท่วมหัวมาแล้ว ขอยืนยันว่าในการพิจารณาลับนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไรเลย