Wednesday, February 25, 2009
บทความที่๔๔๓.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๒)
บทความที่๔๔๒.ลัทธิสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ล้าสมัยและล่มสลาย?(๑)
บทความที่๔๔๑.การอภิวัฒน์ในนิคารากัว
Monday, February 23, 2009
บทความที่๔๔๐.จดหมายจากท่านปรีดีถึงนายสังข์ พัธโนทัย
จดหมายนายปรีดี พนมยงค์ ถึง นายสังข์ พัธโนทัย
วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙
คุณสังข์ พันธโนทัย ที่รัก
ผมได้รับจดหมายของคุณฉบับลงวันที่ ๑๒ เดือนนี้กับหนังสือ “ความนึกในกรงขัง” แล้ว ด้วยความรู้สึกขอบคุณมากในไมตรีจิตและความเปนธรรมที่คุณมีต่อผม.
ผมมีความยินดีมากที่ได้ทราบจากคำยืนยันของคุณว่า ท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามมิได้เปนศัตรูของผมเลย ท่านมีความรำลึกถึงความหลังอยู่เสมอและอยากจะเห็นผมกลับประเทศทุกเมื่อ. แม้ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะเปนดังที่คุณกล่าวว่า เหตุการณ์ไม่ช่วยเราเสมอไปและจำเปนต้องใช้ความอดทนอยู่มากก็ตาม แต่ผมก็มีความหวังว่าโดยความช่วยเหลือของคุณ ผู้ซึ่งมีใจเปนธรรมและมีอุดมคติที่จะรับใช้ชาติและราษฎรอย่างบริสุทธิ์ ผมคงจะมีโอกาศทำความเข้าใจกับท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามถึงเจตนาดีของผมในส่วนที่เกี่ยวแก่ท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามและการงานของชาติและราษฎรที่เราทั้งหลายจะต้องร่วมมือกันเพื่อความเปน เอกราชสมบูรณ์ของชาติ. ผมจึงมีความปรารถนาเปนอย่างมากที่จะได้มีโอกาศพบกับคุณในเวลาไม่ช้านักเพื่อปรึกษาหารือกับคุณถึงเรื่องนี้ และเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอีกหลายประการซึ่งบางทีคุณอาจต้องการทราบ.
ผมเห็นว่าคุณได้บำเพ็ญบุญกุศลอย่างแรงในการที่คุณได้แจ้งให้ผมทราบถึงบันทึกที่คุณเผ่าได้สอบถามปากคำคุณเฉลียว ชิต บุศย์ ก่อนถูกยิงเป้าที่ยืนยันว่า ผู้บริสุทธิ์ทั้งสามรวมทั้งตัวผมมิได้มีส่วนพัวพันในกรณีย์สวรรคต. ดังนั้น นอกจากผมขอแสดงความขอบคุณเปนอย่างยิ่งมายังคุณ ผมจึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดดลบันดาลให้คุณมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และประสบทุกสิ่งที่คุณปรารถนาทุกประการ.
ผมขอส่งความรักและนับถือมายังคุณ.
ปรีดี พนมยงค์
*ระหว่างสงครามโลกครั้งที่๒ นายสังข์ พัธโนทัย รับราชการในกรมโฆษณาการ ถือว่าเป็นคนสนิทของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในสมัยนั้น ภายหลังได้ลาออกจากราชการและระหว่างที่ติดต่อนายปรีดี พนมยงค์ เขาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เสถียรภาพ(รายวัน)ล่าสุดก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๙(อายุ ๗๒ปี) เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประโคนชัย(รายสัปดาห์)
Sunday, February 22, 2009
บทความที่๔๓๙.สัมภาษณ์นายปรีดี พนมยงค์กับกรณีสวรรคต
(จากหนังสือในชุด ๑๐๐ ปีชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ในปี ๒๕๔๓)
บุคคลสำคัญคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องในกรณีสวรรคต มากมายทั้งความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขณะที่มีกรณีสวรรคตเกิดขึ้น และมีเสียงกล่าวหาว่าพัวพันในทางร้ายแรงเรื่อยมา ก็คือ นายปรีดี พนมยงค์
แม้อายุความเกี่ยวกับกรณีสวรรคตจะสิ้นสุดลงหลายปีแล้ว แต่นายปรีดี พนมยงค์ ก็ยังไม่กลับเมืองไทยหรือกลับเมืองไทยไม่ได้ ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกรณีนี้นั่นเอง
มีคนเป็นอันมากอยากรู้ว่านายปรีดี พนมยงค์ ได้พูดเกี่ยวกับกรณีสวรรคตอย่างไรบ้างหรือไม่ เรื่องนี้ปรากฎว่านายวีระ โอสถานนท์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ “มหาราษฎร์” ได้สัมภาษณ์ นายปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านพักชานกรุงปารีสค่อนข้างยาวซึ่งใจความตอนหนึ่งมีว่า
มีผู้พูดกันว่า จอมพล ป.และ พล.ต.อ.เผ่าได้หลักฐาน(กรณีสวรรคต)ใหม่นั้น ท่านจะบอกได้หรือไม่ว่าคืออะไร
แม้แต่ศาลฎีกาซึ่งมีผู้พิพากษาคณะเดียว โดยมิได้มีการประชุมใหญ่ของผู้พิพากษาศาลฎีกาได้ตัดสินประหารชีวิตนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน ไปแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ส่งตัวแทนไปพบผมในประเทศจีน แจ้งว่า ได้หลักฐานใหม่ที่แสดงว่าผู้ถูกประหารชีวิตทั้งสามคนและผมเป็นผู้บริสุทธิ์
ฉะนั้นจอมพลพิบูลฯ จึงจะเสนอผู้แทนราษฎรให้ออกกฎหมายให้มีการพิจารณาคดีใหม่ด้วยความเป็นธรรม
การเมืองซึ่งบัดนี้มันก็ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ คนเราบริสุทธิ์เราไม่ต้องกลัวความจริง ถ้าผมเป็นคนทำจริงแล้ว ถ้าเป็นคนที่เรียกว่าไปทำ(ปลงพระชนม์)จริงแล้ว ผมไม่กล้ากลับเมืองไทยหรอก
เราเกิดมามันก็ตายกันทั้งนั้น แต่จะตายอย่างขุนเขา หรือจะตายแบบขนนก แต่ผมคิดว่าถ้าจะตายก็ตายอย่างที่เรียกว่าเป็นประโยชน์ นี่ผมนึกอย่างนี้
บทความที่๔๓๘.บทสัมภาษณ์หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์(จบ)
นเรศ-ที่ว่านี้ก็แสดงว่าท่านก็ยอมรับว่าได้มีและได้ทราบข่าวลือหลายแง่หลายมุมอยู่เหมือนกันในระหว่างนั้นใช่ไหมครับ?
นเรศ-การเสกสรรปั้นแต่งที่แนบเนียนก็ย่อมจะมีขึ้นได้ ผมได้ยินเขาพูดกันอยู่
นเรศ-นี่ไม่เห็นเลยหรือครับ?
นเรศ-หมายความว่าที่ลือว่า นายปรีดีฆ่าในหลวงก็ไม่มีเค้า?
นเรศ-ที่ลือว่าอุบัติเหตุด้วยน้ำมือคนอื่นก็ไม่จริง?
นเรศ-ที่ลือว่าทรงยิงพระองค์เองก็ไม่เป็นความจริง?
นเรศ-ถ้ากระนั้นก็เหลือทางเดียว
นเรศ-อุบัติเหตุใช่ไหมครับ?
นเรศ-ผมเห็นจะต้องกราบรบกวนท่านต่อไป
นเรศ-ท่านรู้จักท่านปรีดี พนมยงค์ มากน้อยเพียงใด?
นเรศ-กลับจากเมืองนอกแล้ว นายปรีดีเคยชวนท่านเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้างไหมครับ?
นเรศ-ความสนิทสนมกันล่ะครับ ?
นเรศ-การมีความเห็นแย้งของท่าน เป็นที่พูดกันอย่าไรบ้างหรือไม่ในบรรดาสามจำเลย รวมทั้งนายปรีดีหรือเรือเอกวัชรชัย?
นเรศ-ได้ข่าวว่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและตำรวจในระยะนั้น “ข้องใจ” ท่านมาก
นเรศ-ท่านตอบเขาอย่างไร?
นเรศ-การขู่เข็ญอย่างอื่นมีอะไรบ้างไหมครับ?
นเรศ-ทางด้านศาลอุทธรณ์ เมื่อท่านมีความเห็นแย้งครั้งแรก มีปฏิกิริยาอะไรบ้างหรือเปล่าครับ?
นเรศ-ท่านตอบโต้อย่างไร?
นเรศ-ในที่สุดก็อ่านความเห็นแย้งของท่านต่อท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
นเรศ-ท่านคิดว่า ความเห็นแย้งของท่านเมื่อเทียบกับคำพิพากษาของทั้งสามศาลแล้วเป็นอย่างไร?
นเรศ-ท่านคิดว่าประชาชนจะพูดถึงความเห็นแย้งของท่านอย่างไร โดยเฉพาะในอนาคต?
นเรศ-ตามที่นายปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์นายวีระ โอสถานนท์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ “มหาราษฎร์” ว่า จอมพล ป. กับ พล.ต.อ.เผ่า ได้หลักฐานใหม่ ท่านคิดว่าในทางปฏิบัติ หากว่าเป็นความจริงอย่างนั้นจะทำอย่างไร?
นเรศ-ท่านคิดบ้างไหมว่า วันเวลาสำหรับการนำหลักฐานในแต่ละคดีมาสู่ศาลนั้น อาจจะเป็นอุปสรรคหรือจำกัดข้อเท็จจริง หรือทำให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด?
นเรศ-คำพิพากษาของศาลย่อมถูกจำกัดด้วยคำฟ้องของโจทก์หรือข้อต่อสู้ของจำเลยในแต่ละคดี นั่นหมายความว่า ข้อเท็จจริงแท้ๆ อาจย่อหย่อนได้ไม่มากก็น้อย ท่านคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างนี้บ้างหรือไม่?
นเรศ-ผมขอบพระคุณท่านสำหรับความกรุณาให้ผมได้สัมภาษณ์ตลอดมา ซึ่งผมคิดว่า สัมภาษณ์ครั้งนี้แล้วก็คงจะไม่ต้องสัมภาษณ์ท่านอีกแน่ๆ
นเรศ-ขอบพระคุณท่านครับ