Monday, September 3, 2007

บทความที่๒๕๓.วันเก่า วันก่อน วันนี้ วันหน้า

วันเก่า เคยรุ่งเพี้ยง รัฐบุรุษ
วันก่อน มารพาลหยุด กลั่นแกล้ง
วันนี้ เปรียประดุจ สละทุกข์
วันหน้า ประจักษ์แจ้ง ชื่อก้องเกียรติกระจาย

วันเก่า ท่านมุ่งสร้าง กรุงสยาม เรืองเฮย
วันก่อน เขาใส่ความ แต่งปั้น
วันนี้ ท่านงดงาม บริสุทธิ์
วันหน้า มิอาจกั้น ปิดป้องสัจธรรม

วันเก่า เสาหลักตั้ง ประชาธิปไตย
วันก่อน เป็นธงชัย นักสู้
วันนี้ ชีพอาจไม่ คืนกลับ
วันหน้า วันไหนรู้ ท่านชี้ทางเจริญ

วันเก่า อยากกู่ให้ คืนที่
วันก่อน ท่านปรีดี อยู่ด้วย
วันนี้ ใคร่ขอพลี ดวงจิต
วันหน้า ตราบชีพม้วย จักน้อมทดแทนคุณ



จริย์วัฒน์ สันตะบุตร
๕ พฤษภาคม ๒๕๒๖
บนเครื่องบินแอร์ฟรานซ์ไปปารีส
เพื่อเดินทางไปร่วมงานศพท่านปรีดีฯ

บทความที่ ๒๕๒.ท่านปรีดีปาฐกถาที่ลอนดอนปี ๒๕๑๓ (จบ)

แผนการเศรษฐกิจ
มีผู้ถามถึงแผนการเศรษฐกิจที่นายปรีดีฯ เคยจัดทำไว้ว่ามีเบื้องหลังและเจตนาอย่างไร

ท่านอาจารย์ปรีดีฯ กล่าวว่า แผนเศรษฐกิจที่ได้จัดทำขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๕ นั้น จัดทำขึ้นก็เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศได้เป็นไปโดยเหมาะสมแก่สภาพของประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เพราะตนเองเป็นคนเกิดในชนบท ได้พบเห็นภาวะและความเป็นอยู่ของชาวนา ซึ่งได้รับความบีบคั้นและเดือดร้อนเป็นอันมาก แต่บังเอิญการจัดทำและเสนอแผนเศรษฐกิจในขณะนั้น กระทำเร่งร้อนไปหน่อย ยังไม่ทันได้มีโอกาสชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจโดยแจ่มแจ้งจึงไปไม่รอด

ข้อสำคัญอย่างยิ่งก็คือ การดำเนินการใดๆ ถ้าไม่มีแผนการ ก็ย่อมจะดำเนินไปด้วยดีไม่ได้ ความประสงค์ที่วางแผนการขึ้นก็เพื่อให้เป็นแนวทางดำเนินการตามความเหมาะสมแก่ภาพของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดการเบียดเบียนระหว่างประชาชน เพราะตราบใดที่ยังมีการเบียดเบียนระหว่างประชาชน สังคมนั้นก็ย่อมไม่มีความยุติธรรมและสังคมที่ไม่มีความยุติธรรมย่อมจะหาความสงบเรียบร้อยไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกนาที ฉะนั้นการวางแผนใดๆ ก็จะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย กล่าวง่ายๆ แผนการนั้นเกิดขึ้นเมื่อเกือบ ๔๐ ปีมาแล้ว เมื่อถึงบัดนี้ภาวะต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป รายละเอียดต่างๆ ที่วางไว้ตามแผนนั้น ก็นับว่าล้าสมัยไปแล้ว

การกลับประเทศไทยและการช่วยเหลือประเทศชาติ

มีผู้ถามว่ามีเจตนาจะกลับประเทศไทยหรือไม่ และถ้ามีโอกาสได้รับใช้บ้านเมืองจะดำเนินการเศรษฐกิจอย่างไร ประเทศไทยควรทำตัวอย่างไร

ท่านอาจารย์ปรีดีฯ กล่าวว่า การกลับประเทศไทยเป็นเจตนาอันใหญ่ยิ่งเพราะเป็นคนไทยก็ต้องรักบ้านเมืองไทย แม้คดีที่ถูกกล่าวหาจะหมดอายุความแล้ว ตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังขัดขวางต่อการกลับอยู่ เนื่องจากมีการกล่าวขวัญกันในวงการคนชั้นปกครองอยู่เสมอว่า ถ้ากลับเข้าไปก็จะต้องทำการจับกุม จึงต้องรอดูสภาพการณ์ไปก่อน ถ้าหากกลับประเทศไทยและมีโอกาสรับใช้บ้านเมืองก็ยินดี และจะรับใช้โดยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประชาชนคนไทย

สำหรับในทางเศรษฐกิจนั้น มีความเห็นว่าจะต้องปรับปรุงโดยยึดหลักความยุติธรรมของสังคม ตัดรอนการเบียดเบียนกัน เฉพาะอย่างยิ่งการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นการเบียดเบียนที่ร้ายแรงที่สุด ในการดำเนินการก็จะต้องพิจารณาทั้งด้านสัปเย็กตีฟและอ๊อปเย็กตีฟ จะเอาด้านใดด้านเดียวไม่ได้ เพราะได้กล่าวแล้วว่าสังคมย่อมมีเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นอนิจจัง การดำเนินการใดๆ ก็จะต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นประมาณ

สำหรับท่าทีของประเทศไทยนั้นย่อมทราบอยู่แล้วว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ข้อสำคัญอยู่ที่ความเป็นเอกราชของชาติไทย ฉะนั้น นโยบายอันใหญ่ยิ่งของเราก็คือ จะต้องรักษาเอกราชที่เป็นประชาธิปไตย และวางตัวเป็นกลาง จึงเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด
จาก บันทึกความทรงจำ เรื่อง "ปรีดี พนมยงค์ และ โดมรำลึก" ของ สงัด ศรีวณิก ธ.บ.

บทความที่๒๕๑. ท่านปรีดีปาฐกถาที่ลอนดอนปี ๒๕๑๓ ตอนที่ ๒

กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘

มีผู้ถามถึงกรณีสวรรคต ซึ่งมีการกล่าวว่านายปรีดีฯ มีส่วนร่วมในกรณีนั้นด้วย ข้อเท็จจริงเป็นประการใด

ท่านอาจารย์ปรีดีฯ กล่าว่า เนื่องจากขณะนี้ตนกำลังเป็นโจทก์ฟ้องหนังสือพิมพ์สยามรัฐและพวก มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งลงข่าวหมิ่นประมาทตน หาว่าตนเป็นผู้ต้องหาคดีลอบปลงพระชนม์และหลบหนีคดีนั้น ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง จึงเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความ คดีเพิ่งจะเริ่มฟ้องและกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ตนจึงไม่อาจชี้แจงให้นอกเหนือไป จากคำฟ้องได้ เพราะจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล จึงอยากจะเพียงสรุปจากคำฟ้องของตนให้ฟัง

กล่าวคือ ที่กล่าวหาว่าตนร่วมในกรณีปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๘ นั้น เป็นข้อกล่าวหาของบุคคลในสมัยที่รัฐประหารรัฐบาลของตนเมื่อหลังวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ข้อเท็จจริงมีว่าในขณะที่รัชกาลที่ ๘ สวรรคตนั้น ตนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีเสียงข้างมากในพฤติสภาและสภาผู้แทน เมื่อรัชกาลที่ ๘ สวรรคตตนได้ปรึกษากับเจ้านายประธานสภาทั้งสอง และคณะรัฐมนตรี อัญเชิญทูลพระอนุชาคือรัชกาลปัจจุบันขึ้นครองราชย์ต่อไป และได้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อรับความเห็นชอบตามวิถีทางรัฐธรรมนูญทุกประการหากตนมีเจตนามุ่งจะทำลายสถาบันกษัตริย์ ก็ย่อมกระทำได้โดยไม่ยาก และที่กล่าวว่าตนหลบหนีคดีสวรรคตก็ไม่เป็นความจริง

เหตุที่ตนต้องหลบหนีออกจากประเทศไทย ก็เพราะคณะรัฐประหารสมัยนั้นตามจับตัวและลูกเมียเพื่อจะฆ่า แต่ตนหนีรอดออกมาได้เพราะความช่วยเหลือของผู้ช่วยทูตทหารอังกฤษและอเมริกาที่ประจำอยู่ในประเทศไทยและได้ออกมาจากประเทศไทยภายหลังรัฐประหาร การดำเนินการสอบสวนกรณีสวรรคตกระทำภายหลังเมื่อตนได้ออกมาจากประเทศไทยแล้ว จะกล่าวว่าตนหลบหนีกรณีสวรรคตได้อย่างไร แม้เมื่อตนหนีออกไปพำนักอยูในสิงคโปร์ในระยะแรก ทางคณะรัฐบาลรัฐประหารได้พยายามหาความกับบุคคลที่ติดตามตนไป เพื่อขอให้ทางสิงคโปร์จัดส่งตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ศาลสิงคโปร์ก็ตัดสินว่าไม่มีมูล ไม่ยอมให้ส่งตัว และให้ปล่อยบุคคลที่ติดตามนั้นเสีย

แม้เมื่อตนได้ไปอยู่ในประเทศจีน ซึ่งขณะนั้นคณะก๊กมินตั๋งยังครองอำนาจเป็นรัฐบาลอยู่ และมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย ก็ไม่ปรากฏว่าทางการรัฐบาลไทยสมัยนั้นได้ดำเนินการเรียกร้องขอให้รัฐบาลจีนส่งตัวตามวิธีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนแต่ประการใด
การดำเนินการสอบสวนคดีปรากฏว่า มีการบังคับขู่เข็ญพยานดังกรณีพระยาศรยุทธเสนีย์ ซึ่งได้ให้การไว้ต่อศาล เป็นต้น ฉะนั้นข้อความที่ลงในหนังสือพิมพ์กล่าวหาว่าตนต้องหาในกรณีสวรรคตกับหลบหนีคดี จึงเป็นความเท็จ มุ่งหมายใส่ความตน รายละเอียดปรากฏอยู่ในคำฟ้องแล้ว การดำเนินคดีจะมีผลประการใดขอให้ติดตามฟังผลเอาเอง ตนไม่อาจชี้แจงนอกเหนือไปกว่านี้ได้.

บทความที่ ๒๕๐. ท่านปรีดีปาฐกถาที่ลอนดอนปี ๒๕๑๓ ตอนที่๑

ท่านปรีดีปาฐกถาที่ลอนดอนปี ๒๕๑๓

ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ ท่านปรีดี พนมยงค์และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ได้เดินทางไปยังกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ตามคำเชิญของ ลอร์ดหลุย์ เมานท์แบตเตน ท่านได้โทรศัพท์ติดต่อกับคุณสงัด ศรีวณิก ที่เป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์และเป็นลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งในขณะนั้นคุณสงัดรับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาการวัฒนธรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน

หลังจากได้พบปะ ไต่ถามสารสุขที่ไม่ได้พบกันนานถึง ๒๒ ปี คุณสงัดได้แจ้งเรื่องที่ท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เดินทางมายังอังกฤษให้แก่กลุ่ม “นักศึกษาภาวะประเทศไทย” ซึ่งเป็นกลุ่มของนักเรียนและคนไทยในอังกฤษที่ทำกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับสามัคคีสมาคม กลุ่มนี้ได้จัดชุมนุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความเป็นไปของเมืองไทยในด้านต่างๆ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ให้คนไทยในอังกฤษได้รับรู้อยู่เสมอ

จากนั้นคุณสงัดได้แจ้งให้เอกอัครราชทูตในขณะนั้นคือ คุณกนต์ธีร์ ศุภมงคล ได้ทราบ ต่อมาทางกลุ่มฯได้กำหนดวันที่ท่านปรีดีว่างและสามารถมาปาฐกถาได้ คือในวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๓ ณ สำนักงานดูแลนักเรียนเลขที่ ๒๘ ปรินเซสเกต ในวันนั้นมีผู้เดินทางมาฟังการปาฐกถาอย่างคับคั่ง

หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาภาวะประเทศไทยได้กล่าวอารัมภบทแนะนำให้ผู้ที่มาร่วมฟังทราบประวัติการศึกษา การรับราชการ ตลอดจนการเป็นหัวหน้าเสรีไทยในสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว ได้เชิญท่านปรีดีฯ ขึ้นพูด

ท่านได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่ได้เดินทางมายังอังกฤษว่า มีเจตนาที่จะมาเยี่ยมและนมัสการวัดพุทธประทีป เพราะท่านกำลังดำเนินการสร้างสำนักสงฆ์ไทยขึ้นในฝรั่งเศส ในการเดินทางมาครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวอังกฤษที่เคยนับถือและชอบพอกัน อำนวยความสะดวกให้ เช่นการขอวีซ่าจากสถานทูตอังกฤษในฝรั่งเศส

ท่านมีความยินดีที่กลุ่มนักศึกษาภาวะประเทศไทยเชิญท่านมาพบปะกับคนไทยในประเทศอังกฤษ ในการมาพบปะครั้งนี้ มิได้มีจุดมุ่งหมายจะมาโฆษณาชวนเชื่อหรือล้างสมองคนไทยในอังกฤษ และที่มาครั้งนี้ก็ไม่มีหัวข้อที่จะพูด หากแต่ว่าใครประสงค์จะถามปัญหาอะไร ก็ยินดีตอบให้ทราบ

มีผู้ถามคำถามท่านต่างๆ สรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้


ชีวิตในระหว่างที่อยู่ในประเทศจีน

ท่านอาจารย์ปรีดีฯ เล่าให้ฟังว่า ได้ไปอยู่ประเทศจีนตั้งแต่ครั้งรัฐบาลก๊กมินตั่งยังมีอำนาจอยู่ ไม่ใช่สมัยที่เหมาเจ๋อตงมีอำนาจแล้ว ในการไปครั้งนั้นมีผู้ที่คุ้นเคยนับถือให้ความสะดวกในเรื่องที่อยู่อาศัย ครั้งแรกได้ไปอยู่ในกรุงปักกิ่งต่อมาได้ย้ายไปอยู่ในเมืองกวางตง เพราะทนอากาศหนาวไม่ไหว การอยู่ในประเทศจีน อยู่อย่างคนไทยซึ่งเป็นคนต่างด้าวของประเทศจีน ต้องทำบัตรต่างด้าวมิได้มีเอกสิทธิ์แต่อย่างใด ชีวิตประจำวันก็ได้แก่การฟังวิทยุจากสถานีของประเทศต่างๆ เช่น ประเทศไทย, อังกฤษ,สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่นและของจีนเอง กับอ่านหนังสือพิมพ์และหนังสือและตำราต่างๆ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์ สมาชิกก็ไม่ได้เป็น การประชุมก็ไม่เคยไปร่วม เคยพบกับเหมาเจ๋อตงและโจวเอินไหลในงานฉลองวันชาติจีน แต่ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองเลย นอกจากทั้งสองคนแสดงความเห็นใจที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนเท่านั้น

เมื่อจะเดินทางออกจากประเทศจีนมายังประเทศฝรั่งเศส ตนได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวจีน จัดเอกสารการเดินทางชั่วคราวให้ เพราหนังสือเดินทางที่มีอยู่ขาดอายุและต่อไม่ได้ เพราะไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศจีน

ในที่สุดก็ได้เดินทางออกมาพำนักในประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่เดือนพฤษภาคมศกนี้ อยากจะเดินทางมาประเทศอังกฤษตามความตั้งใจดังกล่าวแล้วตั้งแต่มาถึงฝรั่งเศส แต่มาไม่ได้เพราะไม่มีหนังสือเดินทางได้ขอหนังสือเดินทางจากสถานทูตไทยในปารีส แต่สถานทูตไม่ยอมออกให้ จึงต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลไทย
(การขอหนังสือเดินทางและหนังสือยืนยันการมีชีวิตเพื่อขอรับเงินบำนาญ ท่านปรีดีฯต้องประสบกับอุปสรรคจากสถานทูตไทยในฝรั่งเศสและจากรัฐบาลไทยในขณะนั้น แต่ท่านก็ได้รับการอำนวยความสะดวกจนสามารถได้หนังสือสำคัญตามที่ร้องขอจากคุณ มนู อมาตยกุล -โปรดอ่านรายละเอียดได้จาก http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/02/blog-post_22.html
-แด่บรรพชนฯ) ในที่สุดศาลได้ไกล่เกลี่ย และรัฐบาลไทยได้สั่งให้สถาทูตไทยในปารีสออกหนังสือเดินทางให้

บทบาทของคนไทยในประเทศจีน

มีผู้ถามถึงเรื่องกระบวนการของคนไทยที่เรียกว่า “แนวร่วมรักชาติ” และวิทยุไทยในปักกิ่งซึ่งแสดงท่าทีคุกคามประเทศไทย

ท่านอาจารย์ปรีดีฯ กล่าว่า กระบวนการดังกล่าวนั้น มีคนไทยก่อตั้งขึ้นในกรุงปักกิ่ง เขาดำเนินการโดยเปิดเผย คือ พ.ท.โพยม จุฬานนท์ รวมทั้งคนไทยอื่นๆ ซึ่งเขาเป็นผู้รับผิดชอบในกระบวนนั้น ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และว่าในประเทศจีนมีคนไทย ซึ่งเป็นลูกหลานจีนที่เกิดในเมืองไทยอยู่มากมาย ตนเองโดยปกติไม่มีโอกาสพบปะกับคนไทยนัก นอกจากบางครั้งมีคนไทยผ่านไปทางเมืองกวางตง ก็ได้พบปะกันบางโอกาสเท่านั้น

สำหรับวิทยุไทยในปักกิ่งนั้น ก็เป็นเรื่องของทางการประเทศจีนตนไม่มีส่วนรู้เห็นและทราบเรื่อง ทั้งไม่เคยส่งข้อความไปร่วมกระจายเสียงด้วยเลย

บทความที่๒๔๙.ราษฎรควรมีหลักประกันว่าจะไม่อดตาย ?

นายปรีดีมองเห็นว่าเศรษฐกิจตกต่ำมิใช่มีสาเหตุทางธรรมชาติอย่างเดียว แต่เพราะน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเองที่เอารัดเอาเปรียบผู้ที่ต่ำต้อยกว่า จึงมุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างหลักประกันในชีวิตให้ราษฎรทั้งหลาย ดังนั้นเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับหลวงประดิษฐ์มนูธรรมหมวดที่ ๓ จึงระบุไว้ว่า

"ราษฎรที่เกิดมาย่อมจะได้รับประกันจากรัฐบาลตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งสิ้นชีพ ซึ่งในระหว่างนั้นจะเป็นเด็ก หรือเจ็บป่วย หรือพิการหรือชรา ทำงานไม่ได้ก็ดี ราษฎรจะมีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่ ฯลฯ การประกันนี้ย่อมวิเศษดียิ่งกว่าการสะสมเงินทอง เพราะเงินทองนั้นเองก็ย่อมเป็นของไม่เที่ยงแท้ดังได้พรรณนามาแล้ว"

และยังได้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร ด้วยการเสนอให้รัฐบาลจัดให้มีธนาคารแห่งชาติ โดยเงินทุนสำรองของรัฐบาลและเงินกู้จากเอกชนมาเป็นทุนของธนาคารแห่งชาติ

นายปรีดีแจกจ่ายเค้าโครงการเศรษฐกิจให้อ่านกันในคณะราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่นานจึงมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นแนวทางของ "คอมมิวนิสต์" เมื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๗๕ (นับตามปฏิทินเดิม) มีผู้ลงคะแนนไม่เห็นด้วยมากกว่าผู้เห็นด้วย พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (นายกรัฐมนตรี) ยังได้นำพระบรมราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ ๗ มาเสนอต่อที่ประชุมด้วย พระบรมราชวินิจฉัยมีความตอนหนึ่งว่า

"แต่ในส่วนโครงการเศรษฐกิจแบบหลวงประดิษฐ์ ควรเลิกล้มความคิดเสีย เพราะแทนที่จะนำมาซึ่งความสุขสมบูรณ์ของประเทศชาติดังกล่าวนั้น จะกลายเป็นสิ่งนำมาซึ่งความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จนเป็นหายนะถึงแก่ความพินาศแห่งประเทศ และชาติบ้านเมืองอันเป็นมรดกที่เราคนไทยได้รับมาแต่บรรพบุรุษ และโครงการนี้เป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ หรือหลวงประดิษฐ์จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่าโครงการทั้ง ๒ นี้เหมือนกันหมด"




จากหนังสือ "ท่านผู้หญิง พูนศุข พนมยงค์ คู่ชีวิตผู้อภิวัฒน์ประชาธิปไตย" โดย ภาณุมาศ ภูมิถาวร




Sunday, September 2, 2007

บทความที่๒๔๘.ขอให้คิดถึงชาติและราษฎรให้มากๆ

"การที่ทำอะไรไปทั้งนี้ก็เพื่อเห็นแก่ชาติและราษฎรเป็นส่วนมาก เห็นว่าเกิดมาครั้งเดียว เมื่อมีโอกาสทำได้ก็ควรทำ ไม่ควรบำเพ็ญตนให้เป็นคนหนักโลก... ขอให้คิดถึงชาติและราษฎรให้มากๆ การทั้งหลายฉันได้เริ่มมาแต่ปารีส เมื่อมุ่งทางนี้อยู่แล้วจะสละเกียรติยศทิ้งเสียอย่างไรได้ การเมืองก็การเมือง ส่วนตัวก็ส่วนตัว"

ข้อความตอนหนึ่งในจดหมาย ที่ท่านปรีดี พนมยงค์เขียนถึงคู่ชีวิต เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๔๗๕


จากหนังสือ "ท่านผู้หญิง พูนศุข พนมยงค์ คู่ชีวิตผู้อภิวัฒน์ประชาธิปไตย" โดย ภาณุมาศ ภูมิถาวร

บทความที่๒๔๗. วาทะ โทมัส มัวร์

"ประชาชนสถาปนากษัตริย์ขึ้นมาก็เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง หาใช่เพื่อประโยชน์ของกษัตริย์ไม่ ประชาชนตั้งผู้ครองบ้านเมืองก็หวังที่จะได้มีชีวิตรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุขโดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการระรานรังควานของศัตรู หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของผู้ปกครองบ้านเมืองก็คือ จักต้องถือเอาความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาราษฎรส่วนรวม ให้อยู่เหนือกว่าความสุขส่วนตัว จักต้องตั้งตนเสมือนหนึ่งคนเลี้ยงแกะที่ซื่อตรงต่อหน้าที่ พลีตนเพื่อนำฝูงแกะสู่ทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ที่สุด"

"ความยากจนคือรากฐานแห่งรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติ และเป็นเจ้าเหนือชีวิตของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งผอง โดยไม่มีขอบเขตจำกัดใดๆ ราษฎรจะใช้จ่ายทรัพย์สินของตนเองได้ก็ต่อเมื่อได้รับพระราชอนุญาตแล้วเท่านั้น นี่คือรากฐานศีลธรรมทางการเมืองของสถาบันแห่งรัฐสมัยนี้"
"สาเหตุประการสำคัญที่สุดแห่งความยากจนของสังคมก็คือ "เจ้าขุนมูลนาย" มีจำนวนมากมายเหลือเกิน พวกนี้ไม่ต่างอะไรกับตัวแตน ที่บินเตร่เร่ร่อนไปวันหนึ่ง ๆ ดำรงชีพอยู่ด้วยแรงงานของผู้ใกล้ชิด ขูดรีดเลือดเนื้อชาวนาที่ทำนาบนผืนแผ่นดินของเรา เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้แก่เขา นอกเหนือไปจากนี้ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว"
โทมัส มัวร์
ค.ศ. ๑๔๗๗ - ๑๕๓๕
นักคิดนักเขียน นักต่อสู้เพื่อความยุติธรรมชาวอังกฤษ ผู้เสนอสังคมในอุดมรัฐ Utopia