Friday, February 20, 2009

บทความที่๔๓๖.สำนึกแห่งสัจจะทุกภพชาติ

"ถ้าไม่มีผู้อื่นอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังเรา ความสบายใจอย่างยิ่งคงจะมีแก่เราผู้อยู่ในป่าผู้เดียว เราผู้เดียวจักไปสู่ป่า อันพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า ความผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุผู้อยู่แต่ผู้เดียว มีใจเด็ดเดี่ยว.

เราผู้เดียวเป็นผู้ชำนาญในสิ่งที่เป็นประโยชน์จะเข้าไปสู่ป่าใหญ่,อันทำให้เกิดปีติแก่พระโยคาวจร น่ารื่นรมย์เป็นที่อยู่ของหมู่ช้างตกมัน,โดยเร็วพลัน.

เราผู้เดียวจักอาบน้ำในซอกเขาอันเยือกเย็น ในป่าอันเย็นมีดอกไม้บานสะพรั่ง จักจงกรมให้เป็นที่สำราญใจ.

เมื่อไหร่เราจึงจักได้อยู่ในป่าใหญ่อันน่ารื่นรมย์แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง จักเป็นผู้ทำกิจสำเร็จหาอาสวะมิได้ ขอความประสงค์ของเราผู้ปรารถนาจะทำดังนี้จงสำเร็จเถิด.

เราจักยังความประสงค์ของเราให้สำเร็จจงได้ ผู้อื่นไม่อาจทำผู้อื่นให้สำเร็จได้ เราจักผูกเกราะคือความเพียร จักเข้าไปสู่ป่าใหญ่ เรายังไม่บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว จักไม่ออกไปจากป่านั้น.

เมื่อลมพัดเย็นมา กลิ่นดอกไม้ก็หอมฟุ้งมา เราจักนั่งบนยอดเขา ทำลายอวิชชา เราจักได้รับความสุขรื่นรมย์อยู่ด้วยวิมุตติสุขในถ้ำที่เงื้อมเขาซึ่งดารดาษไปด้วยดอกโกสุม มีภาคพื้นเยือกเย็นอันมีอยู่ในป่าใหญ่เป็นแน่.

เรามีความดำริอันเต็มเปี่ยม เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ เป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี”

จากขุททกนิกาย เถรคาถา เอกวิหาริยเถรคาถา

Thursday, February 19, 2009

บทความที่๔๓๕.ถวิลหา

สายน้ำมิหวนไหลทวนกลับ
เหมือนวันเดือนเลือนลาลับ
มิกลับหวนทวนมาใหม่
ผ่านเลยทั้งสุข ทุกข์ระทม
ตรมผิดหวัง สมหวัง
เหลือเพียงรอยฝังฤทัย
จะยื้อยุดฉุดเวลากลับมาไว้..ไม่มีวัน

อดีตเยาว์วัยห่างไกลสุดหล้า
แม้ความรัก เสน่หา
ยังลางเลือนตาดุจฝัน
คนที่เรา เคยรักดังดวงจิต
คนที่เรา เคยแนบชิดสัมพันธ์
ต้องสูญพราก ต้องจากกัน
ไม่มีวัน..หวนคืนมา

โอ้ชีวิตคนเรา เปรียบดุจสายน้ำไหล
ล่องลอยผ่านไปตามกาลเวลา
หากปล่อยเลยไป ดุจสิ้นไร้ค่า
คงต้องเสียดาย วันที่ผ่านมา
ถวิลหา..ชั่วชีวี


ฟังเพลงที่ http://rapidshare.com/files/199902199/Thinking_of.mp3.html

Friday, February 13, 2009

บทความที่ ๔๓๔.รำลึกถึงท่านสุพจน์ ด่านตระกูล ผู้รักษาสัจจะทางประวัติศาสตร์

“จนทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ไทยต้องเป็นพิการ ไม่สมประกอบ เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนหมดสิ้น ความเป็นศาสตร์ “วิชาประวัติศาสตร์ไทย” ถูกกำหนดกรอบให้ตกอยู่ตามขอบเขต “ขาว-ดำ” ของอุดมการณ์และทฤษฎี ทั้งของ “ขวา” และ “ซ้าย” ซึ่งต่างก็มีพระเอกกับผู้ร้ายสำเร็จรูปตายตัว แทนที่จะมองข้อเท็จจริงและเหตุผลที่เกิดขึ้นกันอย่างตรงๆ ด้วยสายตาที่ไม่เอนเอียง”

ในปี ๒๕๔๓ เป็นปีที่ครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ และก็ได้รับการเชิดชูเกียรติด้วยการที่รัฐบาลไทยเสนอชื่อให้องค์การยูเนสโก(United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) ประกาศรับรอง (ผ่านมาได้อย่างฉิวเฉียด) ในฐานะ “บุคคลสำคัญของโลก” มีการจัดการเฉลิมฉลองกันทั้งปีทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

ดูเหมือนว่า “นามนั้น” ปรีดี พนมยงค์ จะได้รับการ “ขุดแต่ง” (excavated) ขึ้นมา “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) ใหม่ในวงกว้างได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็น่าเชื่อว่า กระบวนการ demonization อันยาวนานเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ที่กระทำอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพโดยความร่วมมือระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมกับอนุรักษ์นิยม ทั้งรัฐและเอกชนที่เต็มไปด้วยโลภะโทสะและโมหะ ตลอดจนผลประโยชน์ส่วนบุคคลและพรรคพวก (พร้อมด้วยความร่วมมือโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตามของผู้ที่ยึดอยู่กับ political quietism หรือลัทธิ “เงียบนิยม” ทางการเมือง) นั้นก็น่าเชื่อว่า ภาพลักษณ์อันดำมืดและความเป็น “ปิศาจ” ถูกฝังลึกลงไปในความทรงจำของผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน

ท่ามกลางกระบวนการของการสร้าง (construct) ภาพลักษณ์ที่ดำมืดและเป็นลบก็มีกระบวนการที่พยายามจะ “รื้อถอน” (deconstruct) เพื่อ “ปฏิสังขรณ์” ขึ้นใหม่ ซึ่งภาพของชีวิตและบทบาทของท่านปรีดี พนมยงค์ ในกระบวนการด้านนี้ ดูเหมือนจะเป็นผู้รักความเป็นธรรม ทั้งผู้ใกล้ชิดสนิทสนมกับ ฯพณฯ ท่านปรีดีเอง อย่างงานของ ไสว สุทธิพิทักษ์ เดือน บุญนาค หรือ วิชิตวงศ์ ณ ป้องเพชร ตลอดจนผลงานของผู้ที่สนใจข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่าง สุพจน์ ด่านตระกูล รวมทั้งความโชคดีและมองการณ์ไกลของท่านปรีดีเอง ที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนมีลูกศิษย์ลูกหาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมรุ่นแล้ว รุ่นเล่าออกมาประกาก้องว่า

พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน
พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดีฯ
แต่คนดีเมืองไทย ไม่ต้องการ

ในการเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปี ของ “มหาบุรุษ สามัญชน” หนึ่งในกิจกรรมนี้ก็คือ ความพยายามที่จะเรียนรู้ชีวิตและผลงานของท่านปรีดี และแน่นอนที่สุดก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “ท่านได้ทำอะไร และไม่ได้ทำอะไร” ทั้ง “สำเร็จและล้มเหลว” ในความเป็นมนุษย์ปุถุชน (หาใช่เทพ) ของท่าน และที่สำคัญก็คือใน “สิ่งนั้นที่เรียกว่าประวัติศาสตร์” เป็นเรื่องของ “ข้อเท็จจริงบริสุทธิ์” หรือว่า “ถูกสร้าง ต่อเติม เสริมแต่ง” ขึ้นมาได้อย่างไร มีความจำเป็นหรือไม่เพียงใด ที่ศาสตร์แห่งอดีตนั้นจำเป็นที่จะต้อง “ถูกรื้อถอนและปฏิสังขรณ์” ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต จะได้ไม่ต้องเดินวนและอับจนอยู่ในความมืดบอดดังเช่นที่เป็นมานานแสนนาน

ผลงานของสุพจน์ ด่านตระกูล ชิ้นนี้ เป็นการคัดเลือกและรวบรวมในรูปแบบของ “สรรนิพนธ์” หรือ anthology เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงสิ่งที่ “ปรีดีคิด ปรีดีเขียน” เป็นการนำเสนอเอกสารขั้นต้น พร้อมกับอธิบายต่อท้ายเพื่อทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการศึกษาชีวิตและผลงานของ “มหาบุรุษ-สามัญชน” ผู้นี้

สุพจน์ ด่านตระกูล เป็นหนึ่งในบรรดานัก “ขุดแต่ง” (excavated) และนัก “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) “ปรีดี พนมยงค์” น่าแปลกที่สุพจน์นั้นหาได้เป็นญาติมิตรสนิท หาได้เคยทำงานร่วม หรือแม้แต่จะเป็นลูกศิษย์ (มธก.) ของ ฯพณฯ ปรีดี แต่อย่างใดไม่ สุพจน์ “เรียนไม่จบระดับมัธยม” และจากคำบอกเล่าของสุพจน์เอง ( ๕ เมษายน ๒๕๔๒) ก็บอกว่า

“ผมเกิดในครอบครัวของพ่อค้าย่อยในชนบท เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๔๖๖ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านปลายคลองหมู่ที่ ๖ ตำบลเชียรเขา อำเภอปากพนัง (ต่อมาได้แยกเป็นอำเภอเชียรใหญ่และปัจจุบันได้แยกเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดนครศรีธรรมราช”

สุพจน์เล่าต่อไปว่า

“เริ่มการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนประชาบาลใกล้บ้าน แล้วไปต่อชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัด และชั้นมัธยมปลายที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ การศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียนก็ต้องยุติลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ขณะกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ ๖”

กล่าวได้ว่าหลังจากนั้นแล้วสุพจน์ก็เล่าเรียนจาก “มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต” ดังที่ได้เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า “ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียนจึงเพียงอ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น และก็ได้อาศัยความรู้อ่านออก เขียนได้ และคิดเป็นที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียน ศึกษาเรียนรู้โลกต่อมาทั้งโอกาสโลก สังขารโลก และสัตตโลก เพื่ออธิบายโลกและเปลี่ยนแปลงโลก”

“ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ พรรคพวกได้ชักนำเข้าทำงานกับกองทัพญี่ปุ่นในฐานะเสมียนโกดัง ประจำอยู่ที่ท่าเรือเขาฝาซี อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง อันเป็นท่าเรือที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นใหม่บนฝั่งแม่น้ำละอุ่น กม. ๙๓ เพื่อบริการขนส่งยุทธสัมภาระและกำลังพลทางทะเล จากประเทศไทยสู่พม่าอีกเส้นทางหนึ่ง และในโอกาสนั้นได้เข้าร่วมกับพวกต่อต้านญี่ปุ่น (เสรีไทย) ทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของกำลังพลและยุทธปัจจัยของฝ่ายญี่ปุ่นที่ผ่านเข้าออกทางท่าเขาฝาซี”

ดูเหมือนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่แหละที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล เข้าไปสัมผัสกับปรีดี พนมยงค์โดยไม่รู้ตัว และก็เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรจากประสบการณ์ของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงของโลกในกลางศตวรรษที่แล้ว และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ “ภายหลังสงครามได้เข้าทำงานหนังสือพิมพ์ เริ่มจากเจ้าหน้าที่ตรวจปรู๊ฟ (พิสูจน์อักษร) ผู้สื่อข่าวโรงพัก (ข่าวอาชญากรรม) ผู้สื่อข่าวกระทรวง( ข่าวการเมืองและข่าวราชการ) และจากหน้าที่ผู้สื่อข่าวการเมือง จึงทำให้เกิดความสำนึกทางการเมืองและนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง

จนกระทั่งถูกจับกุมในคดี ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ (หรือที่รู้จักกันในนามของกบฏสันติภาพ) ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ๒๐ ปี แต่ลดเหลือ ๑๓ ปี ๔ เดือน แต่ติดคุกอยู่ประมาณ ๕ ปีก็ได้รับนิรโทษกรรมในคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกจากคุณมาประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์อยู่ประมาณ ๑ ปี ก็ถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๐๑ ในยุคเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักรและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกศาลทหารกรุงเทพพิพากษาลงโทษจำคุก ๓ ปี ในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และยกฟ้องข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์”

มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต (ในคุก) นั้น ทำให้สุพจน์กล่าวอย่างมั่นใจว่า “โดยที่มีความสำนึกทางการเมืองและสนใจการเมือง จึงได้ขวนขวายศึกษาหาความรู้เรื่องการเมืองจากท่านผู้รู้ ที่มีความคิดทางการเมือง ฝ่ายก้าวหน้า รวมทั้งแสวงหาหนังสือฝ่ายก้าวหน้ามาอ่าน และสนใจศึกษค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยภายหลัง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ อย่างรับผิดชอบ”

สุพจน์กล่าวเสริมอีกว่า

“รวมทั้งเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ ศึกษาค้นคว้าเรื่องของโลกทั้งสามอย่างมนสิการ จึงได้สรุปความเข้าใจออกมาเป็นข้อเขียนจำนวนหนึ่ง มีต้นฉบับอยู่ประมาณ ๗๐ เรื่อง ส่วนเขียนแถลงการณ์และสาส์นในโอกาสต่างๆ นั้นอีกจำนวนหนึ่ง”

ซึ่งรวมแล้วอาจจะมากกว่าผลงานของดุษฎีบัณฑิตหรือศาสตราจารย์ (ของรัฐ)ด้วยซ้ำไป

ในบรรดาผลงานนิพนธ์เหล่านั้น ก็มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น magnum opus คือ ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรก ๒๕๑๔ (และตีพิมพ์ครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๔๓) รวมอยู่ด้วย

จากการค้นคว้างานชิ้นนี้ก็กลายเป็นฐานทางวิชาการอย่างสำคัญที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล สามารถ “ขุดแต่ง ฟื้นฟู และบูรณะ” ปรีดี พนมยงค์ ได้อย่างเข้มข้น รวมทั้งชุดย่อยๆ เล็กๆ ที่ออกมาเป็นครั้งคราว ราคาถูก ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ก็ทำให้ประชามหาชนพอจะได้เปิดหู เปิดตาขึ้นบ้างต่อ “สัจจะและความเป็นจริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หน้าประวัติศาสตร์อันดำมืดและบิดเบี้ยว” นั้นของ “ชนชาติไทย”

การรวบรวมและจัดพิมพ์ครั้งนี้ ก็เพื่อเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาลฯ ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้โดยความสนับสนุนของคณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาลฯ ภาคเอกชน และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานนี้จะมีส่วนในกระบวนการที่เกิดขึ้นใหม่ดังบทกวีของ “เฉินซัน” ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๗ ที่ว่า

เมื่อความดีทุกอย่างยังคงอยู่
ประชาชนย่อมรู้ว่าที่นี่‘มหาบุรุษ’ จักต้องมี
เมื่อนั้นท่านปรีดีจะกลับมา


จากหนังสือ “๘๐ ปีสุพจน์ ด่านตระกูล” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ เดือนตุลาคม ๒๕๔๖

Wednesday, January 28, 2009

บทความที่๔๓๓.ผู้ทำคุณประโยชน์ให้ประชาชนย่อมมีสุคติเป็นที่ไป

ขอมอบบทความนี้แด่ท่านผู้ทำคุณประโยชน์แก่มวลราษฎร ผู้ต้องได้รับอาชญา ถูกใส่ร้ายป้ายสี มีท่านปรีดี พนมยงค์, ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์, คุณเตียง ศิริขันธ์, คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น

อดีตชาติของท้าวสักกะ

ท้าวสักกะ หรือ พระอินทร์-จอมเทพผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่พุทธบริษัทได้ยินพระนามของพระองค์บ่อยครั้งเพราะถูกกล่าวถึงหลายต่อหลายแห่งในพระไตรปิฎก และด้วยผลของกุศลกรรมที่ท่านได้ทำไว้ให้ผลจึงทำให้ท่านมาบังเกิดเป็นจอมเทพบนสวรรค์ชั้นที่ ๒ นี้ เรื่องราวการทำความดีของท่านมีความเป็นมาดังนี้
พระศาสดาเมื่อครั้งประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ครั้งนั้นเจ้าลิจฉวี พระองค์หนึ่งพระนามว่า มหาลิ ทรงสดับพระธรรมเทศนาเรื่อง สักกปัญหสูตร ของพระพุทธเจ้าแล้ว ทรงดำริว่า พระพุทธองค์ทรงเห็นสมบัติของท้าวสักกะ ทรงรู้จักท้าวสักกะด้วยพระองค์เองหรือไม่หนอ หรือเพียงแต่ได้ยินได้ฟังมาจากผู้อื่น
ทรงดำริฉะนี้แล้ว เสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลว่า พระพุทธองค์ทรงรู้สมบัติของท้าวสักกะ ทรงรู้จักท้าวสักกะด้วยพระองค์เองหรืออย่างไร จึงตรัสเช่นนั้น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูก่อนมหาลิ,ตถาคตรู้จักทั้งตัวท้าวสักกะและธรรมอันทำบุคคลให้เป็นท้าวสักกะด้วย"

พระศาสดาทรงอธิบายพระนามของท้าวสักกะให้ท้าวมหาลิทรงทราบว่า ที่มีพระนามอย่างนั้นๆ เพราะเหตุใด เช่นว่าที่มีพระนามว่า มฆวา เพราะชาติที่เป็นมนุษย์ได้เป็นมานพชื่อ มฆะ ที่มีพระนามว่า บุรินททะ เพราะชาติก่อนชอบให้ทานก่อนผู้อื่นที่มีพระนามว่า สักกะ เพราะเคยให้ทานโดยเคารพ ที่มีพระนามว่า วาสวะ เพราะในชาติก่อนเคยให้ที่พักอาศัยแก่คนจรมา ที่มีพระนามว่า สหัสสักขะ เพราะสามารถดำริข้อความได้ตั้งพันเรื่องในกาลเพียงครู่เดียว ที่มีพระนามว่า สุชัมบดี เพราะทรงเป็นพระสามีของสุชาดา ที่มีพระนามว่า เทวานมินทะ เพราะทรงเป็นใหญ่กว่าทวยเทพทั้งปวงในชั้นดาวดึงส์
อนึ่ง ท้าวสักกะนั้นสมัยเมื่อเป็นมนุษย์ได้บำเพ็ญวัตตบท ๗ ประการ อย่างบริบูรณ์ตลอดชีวิต คือ

๑. เลี้ยงมารดาบิดา
๒. อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
๓. พูดจาไพเราะ อ่อนหวาน
๔. ไม่ส่อเสียด
๕. กำจัดความตระหนี่ได้
๖. มีวาจาสัตย์
๗. ข่มความโกรธได้

ท้าวมหาลิ ทรงกราบทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงตรัสเรื่องในอดีตชาติของท้าวสักกะ พระศาสดาจึงตรัสเล่าให้สดับดังนี้

ในอดีตกาล,มีมานพผู้หนึ่งนามว่ามฆะเป็นชาวเมืองอจลคามในแคว้นมคธ มฆมานพผู้นี้มีอุปนิสัยชอบปรับปรุง ซ่อมทางเดิน หักร้างที่รกร้างให้เป็นที่รื่นรมย์ เมื่อมีผู้ผ่านมาก็ได้เข้าใช้สถานที่นั้น เมื่อถึงฤดูหนาวเขาก็ได้หาฟืนมาก่อไฟให้คนผ่านทางได้ใช้สอยประโยชน์ เขาได้ขุดสระน้ำ ตัดกิ่งไม้ที่รานออก ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่ผู้คนทั้งหลายได้ใช้สอยประโยชน์ มฆมานพมีความสุขปีติจากกุศลกรรมที่ทำเขานั้น

ไม่นานเรื่องราวการบำเพ็ญกุศลเพื่อการสาธารณะของมฆมานพก็แผ่ไป จึงปรากฏว่ามีชายหนุ่มที่มีอุดมการณ์ที่จะสร้างสาธารณกุศลเพื่อประโยชน์สุขแก่ปวงชนทั้งหลายได้เข้ามาร่วมกับมฆมานพมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีจำนวนถึง ๓๒ คน แล้วชายหนุ่มเหล่านี้ก็ร่วมกันก่อสร้างสาธารณูปโภคทั้งหลายที่จะยังความผาสุกแก่ปวงประชาชนเป็นจำนวนมาก

คราวนั้น นายบ้านผู้ดูแลชุมชนเกิดจิตริษยาในกิตติศัพท์ที่เลื่องลือไปแล้วของมานพเหล่านี้ ด้วยจิตใจอันสกปรกต่ำช้านายบ้านได้ทักท้วงการบำเพ็ญสาธารณกุศลของมานพทั้ง ๓๓ คน แล้วกล่าวชักชวนให้พวกเขาไปจับปลา ล่าสัตว์ ต้มสุราดื่มเสียยังจะดีกว่ามาก่อสร้างสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

แน่นอน,มานพเหล่านี้ไม่ฟังคำกล่าวของอสัตบุรุษ พวกเขายังคงบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ปวงชนต่อไป ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปีติในกุศลกรรมของพวกเขา นายบ้านผู้ริษยาจึงคิดที่จะกำจัดชายหนุ่มทั้งหลายเหล่านี้ เขาได้เดินทางเข้าเมืองหลวง และเข้าเฝ้าพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแค้วนมคธ.

“ข้าแต่เทวะ” นายบ้านกราบทูล “ในชุมชนที่ข้าพระองค์ปกครองดูแลอยู่นั้น ได้ปรากฏคนกลุ่มหนึ่งจำนวน ๓๓ คน ทำการชักชวนปลุกระดมประชาชนด้วยการสร้างสาธารณประโยชน์เพื่อจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อพวกมัน ข้าพระองค์คิดว่าคนกลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้าย มันจะต้องคิดการณ์ร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นแน่,พระเจ้าข้า”

ด้วยความหูเบาไม่ไตร่ตรองพินิจพิจารณา พระราชาแห่งมคธ ทรงสั่งเหล่าราชบุรุษเดินทางไปควบคุมตัวมานพทั้ง ๓๓ คนเข้ามายังเมืองหลวงเพื่อลงอาชญา.

ประชาชนทั้งหลายทั่วสารทิศได้เดินทางหลั่งไหลมายังเมืองหลวงเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าบุคคลผู้กระทำคุณประโยชน์ให้แก่ปวงประชาชนจะต้องมาถูกลงอาชญาด้วยการใส่ร้ายป้ายสีจากบุคคลผู้ริษยา!

ทัณฑกรรมที่มานพทั้งหลายจะได้รับคือ ถูกพระยาคชสารเหยียบย่ำจนถึงแก่ความตาย!

ณ ลานกลางเมืองที่ถูกจัดให้เป็นลานประหาร มานพทั้ง ๓๓ คนถูกจับมัดให้นอนลงเพื่อรอรับโทษ พวกเขาไม่คิดฝันว่าสิ่งที่พวกเขาได้คิดดีและทำดีเพื่อประชาชนกลับจะต้องมาลงเอยเช่นนี้ มฆมานพผู้เป็นหัวหน้าจึงกล่าวแก่มานพทั้ง ๓๒ คน สหายร่วมอุดมการณ์ ว่า

“ท่านทั้งหลาย,ขอท่านจงฟังข้าพเจ้า ไม่ช้านี้ พวกเราก็จะถึงแก่ความตายแล้ว ก็แต่ว่าขอท่านทั้งหลายจงอย่าได้ประทุษร้ายใจตนเอง ด้วยความโกรธเลย ขอท่านจงเมตตาต่อพระราชาพระองค์นั้น ขอท่านจงเมตตาต่อนายบ้านผู้ใส่ร้ายป้ายสีพวกเรา และขอท่านจงเมตตาต่อพระยาคชสารนี้ ขอท่านจงอย่าโกรธแค้นเลย”

ด้วยคำกล่าวสัจจะนี้ มานพทั้งหมดได้มีจิตสงบ ความขุ่นแค้นขัดเคืองได้สงบระงับลง ก็บัณฑิตทั้งหลายล้วนมีมนสิการในใจโดยแยบคายอย่างนี้ว่า ชีวิตนั้นแลก็ประหนึ่งดังความฝันอันหาสาระใดๆมิได้ สิ่งใดที่ยึดถือว่าเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็หายั่งยืน เที่ยงแท้ไม่ เมื่อต้องจากภพนี้ไป สิ่งเหล่านี้จะยังประโยชน์อะไรในสัมปรายภพ เมื่อบุคคลต้องตื่นขึ้นจากฝัน จะหยิบคว้าสิ่งใดออกมาจากความฝันหาได้ไม่ จะฝันว่ามีชาติตระกูลสูงส่งเพียงใด ก็เป็นแต่ความฝัน เมื่อตื่นขึ้นก็ต้องจากสมมติทั้งปวงในฝันนั้น ชีวิตก็เช่นกัน เมื่อต้องตายจากภพนี้ ทรัพย์สมบัติทั้งปวงภริยาและบุตรทั้งหลายก็ไม่อาจติดตามไปได้ คงไปได้แต่กุศลจิตและอกุศลจิตเท่านั้น

มานพทั้งหลายได้พิจารณาถึงสัจจะเหล่านี้แล้ว ก็ไม่มีจิตผูกโกรธ ไม่คิดก่อเวรตอบ เขาทั้งหลายสงบนิ่งรอเวลาที่จะมาถึง.

ครานั้น,พระยาคชสารผู้มีร่างอันมหาศาลถูกควาญช้างไสเข้าไปเพื่อจะเหยียบย่ำบุรุษเหล่านั้นให้แหลกเหลวไปกับพสุธา แต่พระยาคชสารใหญ่ตัวนั้นไม่อาจจะก้าวเข้าไปหาเหล่าบุรุษผู้มีจิตเมตตาและสงบนิ่งได้เลย ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาซึ่งเป็นกุศลจิตนั่นเอง.

ณ ที่ห่างออกไปพระราชาทรงประทับนั่งมองดูการประหาร เมื่อทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็คิดว่า พระยาช้างคงจะกลัวที่ได้เห็นบุรุษจำนวนมากนอนที่พื้น จึงรับสั่งให้ราชบุรษเอาเสื่อผืนใหญ่มาคลุมตัวบุรุษทั้งหมดไม่ให้มองเห็นว่ามีคนอยู่ใต้เสื่อ.

แม้กระนั้น ไม่ว่านายควาญช้างจะสับขอ ผลักไสให้พระยาช้างเดินไปข้างหน้าอย่างไรๆ พระยาช้างก็ไม่อาจจะก้าวไปข้างหน้าได้ ยังคงระงับยับยั้งอยู่กับที่.

ลำดับนั้น พระราชาได้ฉุกพระทัย ระลึกถึงสิ่งบอกเหตุอันประหลาดพิกลนี้ จึงรับสั่งให้นำตัวบุรุษทั้ง ๓๓ คนเข้าเฝ้า ทรงไต่ถามเรื่องราวทั้งหมด

"ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นโจร แต่พวกข้าพระองค์ทำสาธารณประโยชน์เพื่อประโยชน์สุขแก่ปวงประชาชน นายบ้านผู้นี้ชักนำพวกข้าพระองค์ให้ทำอกุศล เมื่อพวกข้าพระองค์ไม่ยอมทำตาม เขาโกรธ จึงมากราบทูลพระองค์อย่างนั้น"มฆมานพผู้เป็นหัวหน้ากราบทูล

พระราชาทรงสดับแล้ว ทรงโสมนัส ตรัสว่า "สัตว์ดิรัจฉานยังรู้จักคุณของพวกเจ้า เราเป็นมนุษย์แต่กลับไม่รู้จัก ขอจงยกโทษแก่เราเถิด"

พระราชาได้พระราชทานนายบ้าน พร้อมทั้งบุตรภรรยาของนายบ้านให้เป็นทาสของมฆมานพ ช้างเชือกนั้นให้เป็นพาหนะสำหรับขี่ และหมู่บ้านนั้นทั้งหมดให้แก่มานพและสหายทั้ง ๓๒ คน พวกเขามีความปราโมชยินดีที่กุศลกรรมให้ผล ปกป้องพวกเขาไว้จากความตาย พวกเขาได้ปรึกษาหารือกันว่า พวกเราควรทำอะไรให้ยิ่งขึ้น ตกลงกันว่า จักสร้างศาลาเป็นที่พักของมหาชนให้ถาวรใน ๔ แยกหนทางใหญ่ จึงได้จัดหาช่างไม้มาสร้างศาลานั้น

ต่อมา มฆมานพได้มีภรรยา ๔ คน คือ นางสุนันทา นางสุจิตรา นางสุธรรมา และนางสุชาดา

นางสุธรรมาอยากจะร่วมกุศลในการสร้างศาลาบ้าง จึงให้ค่าจ้างช่างไม้ให้ทำช่อฟ้าให้ตน มีอักษรจารึกที่ช่อฟ้านั้นว่า "ศาลานี้ชื่อสุธรรมา" ศาลานั้นแบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับอิสรชน, ส่วนหนึ่งสำหรับคนเข็ญใจ และอีกส่วนหนึ่งสำหรับคนไข้
พวกเขาปูกระดาน ๓๓ แผ่นใหญ่ แล้วสั่งช้างไว้ว่า แขกมานั่งบนแผ่นกระดานของผู้ใด จงพาแขกไปบ้านของผู้นั้น วันนั้น ผู้นั้นจักเป็นผู้รับรองให้ความสะดวกสบายแก่แขกทุกประการ

นายมฆะ ปลูกต้นทองหลางไว้ต้นหนึ่ง ไม่ห่างศาลานัก แล้วทำเก้าอี้หินไว้โคนต้นไม้นั้นสำหรับคนจะได้นั่งเล่น คนที่มาพบเห็นศาลาก็ออกชื่อว่า "ศาลาสุธรรมา" แต่กลับไม่มีใครรู้ชื่อของสหาย ๓๓ คนเลย

ฝ่ายนางสุนันทาคิดว่า นางสุธรรมาได้ร่วมบุญในการสร้างศาลา เพราะความฉลาดของตน จึงคิดว่า "เราควรจะมีส่วนบ้าง อันธรรมดาคนมาพักย่อมต้องการน้ำดื่มน้ำอาบ เราควรให้ขุดสระมีบัว" ดังนี้แล้วให้ขุดสระโบกขรณี ชื่อสระสุนันทา ส่วนนางสุจิตราให้สร้างสวนดอกไม้อันสวยงาม คนทั้งหลายเรียกกันว่า สวนสุจิตรา

ส่วนนางสุชาดาคิดเสียว่า "เราเป็นทั้งหลานและเป็นทั้งภรรยาของมฆะ สิ่งใดที่มฆะทำก็ชื่อว่าเราได้ทำด้วย" ดังนี้จึงไม่ได้ทำอะไรส่วนตัวอันเป็นกุศล ให้เวลาล่วงไปด้วยการแต่งตัวอย่างเดียว

มฆมานพบำเพ็ญคุณงามความดีอื่นๆ และวัตตบท ๗ ประการ อยู่จนตลอดชีวิต เมื่อสิ้นชีพแล้วไปบังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์ สหายของเขา ๓๒ คนก็เกิดในที่นั้นเหมือนกัน นายช่างเกิดเป็นวิศวกรรมเทพบุตร นางสุธรรมา สุนันทา และสุจิตราก็ไปเกิดเป็นเทพอัปสรที่นั่นเหมือนกัน มีแต่นางสุชาดาเท่านั้นไปเกิดเป็นนางนกยาง, ช้างเกิดเป็นเทพบุตรชื่อ เอราวัณ ภายหลังท้าวสักกะได้ช่วยเหลือให้นางสุชาดาไปเกิดเป็นเทพอัปสรเหมือนกันโดยวิธีให้รักษาศีล ทำจิตใจให้ประกอบด้วยเมตตากรุณา เป็นต้น
ทั้งหมดได้เสวยทิพยสมบัติ มีความสุขอยู่ในโลกทิพย์ เพราะหมั่นสั่งสมบุญกุศลด้วยความไม่ประมาท ดังพุทธภาษิตว่า

อปฺปมาเทน มฆวา เทวานํ สฏฐตํ คโต
อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ปมาโท ครหิโต สทา

แปลความว่า

ท้าวมฆวะ ถึงความประเสริฐกว่าเทวาทั้งหลาย เพราะความไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญความไม่ประมาท ส่วนความประมาท บัณฑิตติเตียนทุกเมื่อ.

Saturday, January 10, 2009

บทความที่๔๓๒. รำลึกถึงท่านข้าราชการรากหญ้า


ในห้วงเวลาแห่งการลุกขึ้นมาต่อสู้ของมวลประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะปกครองประเทศด้วยระบบเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ชายผู้นี้,ผู้ที่เราทั้งหลายได้รู้จัก สนิทสนมคุ้นเคยในแง่มุมต่างกันไป แต่มีคำบอกขานร่ำลือที่ตรงกันว่า ชายผู้นี้,ท่านข้าราชการรากหญ้า, เป็นผู้ที่รักในความยุติธรรม รักในความจริง เกลียดชังระบบกดขี่ ใส่ร้ายป้ายสี เขาจึงลุกขึ้นมาต่อสู้ร่วมกับมวลประชาชนทั้งหลายทั่วประเทศ และนั่นก็ทำให้ผมได้รู้จักเขาบนถนนแห่งการต่อสู้ที่ยังไม่จบลงในวันนี้

สิ่งที่ผมจดจำและรู้สึกผูกพันกับท่านผู้นี้ มันเริ่มในคืนวันอาทิตย์ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ปีที่แผ่นดินไทยต้องมืดมิดอยู่ในเงื้อมมือของอำนาจเผด็จการ คมช. ในวันนั้นมวลประชาชนได้เคลื่อนไหวออกจากท้องสนามหลวงไปยังหน้าบ้านสี่เสาร์เทเวศร์ เพื่อกดดันประจาน ขับไล่ พ.อ.เปรม ติณสูรานนท์ นายหน้าของอำนาจระบบเก่าแก่-ระบบเผด็จการชนชั้น

คืนวันนั้น ผู้คนเริ่มทะยอยกันกลับหลังจากฝนซาเม็ดลง จึงเหลือผู้คนไม่มากเหมือนดั่งที่เคลื่อนมาจากสนามหลวง และเมื่อแกนนำประกาศผ่านลำโพงว่า ตำรวจปราบจราจลกำลังเตรียมการณ์ที่จะลงมือสลายการชุมนุมในเวลา ๒๓ น. ผู้คนก็ทยอยจากไปเรื่อยๆ และเมื่อเวลา ๒๓ น.มาถึงตำรวจพร้อมอุปกรณ์สลายการชุมนุมได้เคลื่อนตัวออกมาจากหลังกำแพงบ้านสี่เสาร์ ตั้งเป็นกำแพงสีกากีมหึมา ผู้คนทั้งหลายก็ตั้งเป็นกำแพงประชาชนพร้อมจะเข้าปะทะเมื่อสัญญาณการต่อสู้ดังขึ้น

ในความฉุกละหุกของสถานการณ์ในเวลานั้น ผมได้เห็นท่านผู้นี้,ท่านข้าราชการรากหญ้า, เราต่างดีใจที่ได้พบใบหน้าที่คุ้นเคยกันมาบ้าง กำลังใจของเราก็เพิ่มขึ้น แล้วเราก็อยู่ในท่ามกลางวงของการปะทะต่อสู้

ในระหว่างพักยกของการต่อสู้ เราต่างหากที่นั่งพักเหนื่อย ท่านข้าราชการรากหญ้าสบตาผมแล้วถามผมว่า "จะออกไปจากวงล้อมนี้ในช่วงเวลาที่ยังกลับออกไปได้,ไหม?" ผมจึงเอ่ยปากบอกว่า "พี่..กลับไปก่อนเถิดครับ สถานการณ์ยังไม่รู้ว่าจะรุนแรงขึ้นเพียงไร พี่น้องของเราก็ไม่อาจจะยกมาร่วมได้เพราะถูกกั้นไว้จากจุดอื่น ผมจะอยู่ดูสถานการณ์สักพักก่อน" ท่านข้าราชการรากหญ้าก็บอกแก่ผมว่า "พี่จะอยู่ดูอีกสักหน่อย" ผมเข้าใจความหมายนั้นจากสีหน้าของเขาได้ทันที แล้วเราก็เข้าใจความรู้สึกอันอัดแน่นในใจนี้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นเราก็พร้อมจะอยู่ร่วมชะตากรรมกับพี่น้องทั้งหลาย

ในคืนนั้น,ในที่สุดของการต่อสู้ ประชาชนถูกบังคับให้สลายการชุมนุมด้วยอาวุธแก๊สน้ำตาที่ยิงมาไม่ต่ำกว่า ๒-๓ ครั้ง, ผมดีใจที่เห็นคุณข้าราชการรากหญ้าได้หลบออกไปอย่างปลอดภัยไม่บอบช้ำ  เราได้อยู่ร่วมต่อสู้จนถึงที่สุดแล้วในวันนั้น...

เวลาก็ได้หมุนเวียนมาถึงกาลที่ประชาชนได้เคลื่อนไหวใหญ่ในคืนวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ ผมได้พบกับคุณข้าราชการรากหญ้าในช่วงเวลาประมาณ ๑๖ น. พร้อมทั้งกลุ่มสมาชิกของเว็ปฟ้าใหม่ เวลาก็ผ่านไปจนถึงเวลาที่จะเคลื่อนที่จากสนามหลวงไปหน้ารัฐสภา

ในคืนวันนั้นเป็นคืนที่เขามีความสุขมาก เขายิ้มแย้มไปตลอดทาง ระยะทางถูกทำให้สั้นลงด้วยความรู้สึกฮึกเฮิมของมวลประชาชนเสื้อแดง และด้วยการปลุกกำลังใจจากแกนนำบนรถยักษ์ ตลอดระยะทางนั้นเราได้สนทนากันถึงสถานการณ์ อนาคต อุดมการณ์ ฯลฯ

และเมื่อเราผ่านพระบรมรูปทรงม้า มาจนถึงหัวโค้งถนนตรงข้ามพระที่นั่งอนันตสมาคม มวลมหาประชาชนสีแดงก็ต่างกระจายกันหาที่นั่ง เราได้นั่งลงบริเวณที่เหมาะควรตรงหนึ่ง เ ขาได้เอ่ย ระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๕๐ ว่าเราต่างก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นจากต้นจนจบ ผมก็ได้บอกกับเขาว่า

"ในคืนนั้นที่ผมไม่ออกไปจากวงล้อมของตำรวจ ไม่ใช่เพราะผมกล้าหาญอะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะผมไม่อาจทิ้งการต่อสู้ ทิ้งพี่น้องประชาชนทั้งหลายที่กำลังต่อสู้อยู่ หนีเอาตัวรอดไปแต่ผู้เดียวได้"

คุณข้าราชการรากหญ้ายิ้มอย่างเข้าใจในอุดมการณ์ของเราทั้งสอง เหมือนว่าคำพูดของผมนั้นจะบอกถึงสิ่งที่คุณข้าราชการรากหญ้าก็รู้สึกในเวลานั้นว่า "เราไม่อาจจะทิ้งพี่น้องที่กำลังต่อสู้ หนีไปแต่เพียงลำพังได้"

เวลาผ่านไปเกือบจะ ๒ นาฬิกา เราจึงย้ายไปนั่งรวมกับพี่น้องทั้งหลายที่กลางถนนอู่ทองใน อากาศจู่ๆก็เย็นลงอย่างทันที  คุณข้าราชการรากหญ้าเอื้อมมือหยิบเสื้อแจ๊กเก็ตสีแดงขึ้นคลุมศรีษะ ผมเข้าใจทันทีว่า เขา กำลังป้องกันความร้อนออกจากร่างกายทางศีรษะ ผมจึงส่งหมวกสีแดงให้ เขารับและสวมมันลงบนศรีษะเพราะเข้าใจถึงความปรารถนาดีนั้นของผม

เราสบตากันด้วยความเข้าใจตรงกันว่า ในคืนนี้ เวลานี้ ยังไม่มีการต่อสู้รุนแรงใดๆจะเกิดขึ้นในเวลาอันสั้นภารกิจในคืนนี้ของเราก็ลุล่วงแล้ว เราจึงลุกขึ้นเพื่อเดินไปยังสามแยกอู่ทองใน เมื่อถึงสามแยก คุณข้าราชการรากหญ้าชี้มือไปทางซ้ายเพื่อบอกว่า 'จะไปทางนี้' ผมยิ้มและยกมือโบกร่ำลากัน....เป็นครั้งสุดท้าย

มือที่ผมยกโบกลาได้ลดลง พร้อมกับที่ร่างของเขาได้กลืนไปกับพี่น้องเสื้อแดงทั้งหลาย สำนึกล่วงหน้าลางอย่างได้ปรากฏเป็นความคิดขึ้นว่า การจากกันครั้งนี้เราจะไม่ได้กลับมาพบกันอีก

ในที่สุดนี้ แม้ว่าการต่อสู้ของเขา ท่านข้าราชการรากหญ้าและมวลประชาชนจะยังไม่จบสิ้น และประชาชนก็ยังไม่ได้รับชัยชนะที่มุ่งหมายคือสังคมที่ก้าวหน้า  แต่ผมขอให้ท่านข้าราชการได้วางใจ คลายความรู้สึกผูกพันในการต่อสู้อันยิ่งใหญ่นี้ลงเสีย ท่านได้ทำหน้าที่ของประชาชนอย่างสมบูรณ์ดีเยี่ยมแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ใครจะตำหนิในเรื่องนี้ได้เลย จิตใจของท่านกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวมากครับ

แต่ทว่า...ท่านได้พ้นจากความเป็นคนไทย ท่านเป็นอิสระแล้ว เป็นอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ที่พ้นจากการกดขี่ ขูดรีด หลอกลวง ของระบบที่กำลังจะพังทะลายนี้แล้วครับ

ความทรงจำในการต่อสู้ร่วมกันมามันจะยังประทับอยู่ในความรู้สึกของผมไปตราบนานหรือจนกว่าผมจะจากโลกนี้ไป แต่สำหรับท่านข้าราชการรากหญ้านั้น ท่านต้องวางมันลงและไม่ยึดถือสิ่งใดๆที่ได้กระทำมา และไปสู่สุคติภพที่ประเสริฐยิ่งกว่าครับ ภพภูมิที่ประเสริฐ ปราณีต ยังรอท่านอยู่ครับ...ลาก่อนท่านข้าราชการรากหญ้า.

Saturday, December 27, 2008

บทความที่ ๔๓๑.อุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตยของท่านปรีดี พนมยงค์

อุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตยของท่านปรีดี พนมยงค์

อุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตยของ นายปรีดี พนมยงค์ ประกอบด้วยหลักการ ๓ ประการ คือ ปรัชญาสสารธรรมทางสังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์สังคม สหกรณ์สังคมนิยม และ ประชาธิปไตยสมบูรณ์

นายปรีดี เป็นผู้ที่ยึดมั่นในปรัชญาสสารธรรมทางสังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์สังคม ซึ่งมีทัศนะว่า สภาวะทางสังคมเกิดขึ้นและมีการเคลื่อนไหวตามกฎธรรมชาติของมวลราษฎร ในข้อเขียนชื่อ “อนาคตของประเทศไทยควรดำเนินไปในรูปใด” (พ.ศ.๒๕๑๖) นายปรีดียืนยันว่า “ระบบเพื่อประโยชน์ของชนจำนวนน้อยจะคงอยู่ชั่วกัลปาวสานไม่ได้ คือ อนาคตจะต้องเป็นของราษฎรซึ่งเป็นพลเมืองส่วนข้างมาก” ได้แก่ “ผู้ไร้สมบัติ ชาวนายากจน ผู้มีทุนน้อย รวมทั้งนายทุนที่รักชาติ ซึ่งมิได้คิดเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนของวรรณะพวกตัวเป็นที่ตั้ง แล้วก็ต้องการระบบสังคมใหม่ที่จะช่วยความเป็นอยู่ของพลเมืองส่วนข้างมากให้ดีขึ้น คือ มีระบบการเมืองที่สอดคล้อง สมานกับพลังการผลิตทางเศรษฐกิจของสังคม เพื่อให้การเบียดเบียนหมดไปหรือน้อยลงไปมากที่สุดเท่าที่จะมากได้”

ในด้านการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจนั้น นายปรีดีเห็นว่า ควรจัดให้มีสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบการเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิก แนวความคิดดังกล่าวนี้ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมอยู่ในหมวดที่ ๘ แห่งร่างเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติที่นายปรีดีได้เป็นผู้จัดทำขึ้น แต่เกิดอุปสรรคขัดขวางจึงไม่ได้นำมาใช้ แต่ออกมาเป็น พ.ร.บ.สหกรณ์

ในด้านประชาธิปไตยสมบูรณ์นั้น นายปรีดีมีความเชื่อมั่นอยู่ว่า “สังคมจะดำรงอยู่ได้ก็โดยมวลราษฎร ดังนั้นระบบของสังคมที่ทำให้มวลราษฎรมีพลังผลักดันให้สังคมก้าวหน้าก็คือระบบประชาธิปไตย” นายปรีดีให้อรรถกถาธิบายด้วยว่า “รูปของสังคมใดๆ นั้นย่อมประกอบด้วย ระบบเศรษฐกิจการเมือง ทัศนะสังคม ดังนั้นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงต้องประกอบด้วย ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยทางการเมือง ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยซึ่งเป็นหลักนำทางจิตใจ” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ เป็นตัวอย่างอันดีถึงความเพียรพยายามของนายปรีดี ในการสถาปนาระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ขึ้นในสังคมไทย เพราะมีบทบัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกพฤตสภา เป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างสมบูรณ์ ดังปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๓ ๑๔ และ ๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

สรุปแล้ว สังคมไทยในอุดมทัศนะของนายปรีดี เป็นสังคมประชาธิปไตยสมบูรณ์ กล่าวคือ เป็นสังคมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของเขาด้วยตัวของเขาเอง มีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง โดยการจัดให้มีสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลสมาชิก มีเทศบาลที่ได้รับเลือกจากราษฎรในท้องถิ่นเพื่อปกครองตนเอง สังคมเช่นนี้ย่อมเป็นสังคมที่ทุกคนมีงานทำ ปราศจากความอดอยาก มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเป็นสังคมที่บุคคลสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

Thursday, December 18, 2008

บทความที่ ๔๓๐. หวนอาลัย

หวนอาลัยจากใจท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ถึงท่านปรีดี พนมยงค์ เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490

หวนอาลัยหัวใจคร่ำครวญ 
ทุกวันเหงาใจให้หวนคร่ำครวญจำคะนึง
กรรมเอ๋ยกรรมต้องจำคิดรำพึง
ครวญถึงคนหนึ่งโศกซึ้งไม่คลายคลา

บางเวลาน้ำตาไหลหลั่ง
โถกรรมชักนำจากไปเศร้าใจเต็มประดา
คอยทุกวันตื้นตันทุกวันมา
ยังหลงคอยท่าอย่าร้างอย่าราไป

หมองใจตรมระทมไร้ร่มโพธิ์ทอง
สุดปองหมองหม่นไหม้
ยามพร้อมบุญยังอุ่นใจ
ครั้นบุญมาขาดไปดั่งใจขาดคลา

ยามแรมไกลเหงาใจเยือกเย็น
ฉันปองทุกข์ครองยากเข็ญเยือกเย็นในอุรา
ไกลแสนไกลเมื่อไหร่ถึงจะมา
ยังหลงคอยท่าอย่าร้างอย่าราเลย